วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555
น้ำหอม Light Blue Pour Homme Living Stromboli โดย Dolce and Gabbana
วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555
น้ำหอม Jean Paul Gaultier Classique X Eau de Parfum
น้ำหอม Jean Paul Gaultier Classique X Eau de Parfum
วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555
น้ำหอม Kylie Minogue Music Box
น้ำหอม Kylie Minogue Music Box
วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555
น้ำหอม Calvin Klein Encounter
น้ำหอม Calvin Klein Encounter
วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555
น้ำหอม Angel Schlesser Pirouette

สวัสดี Perfumista ทุกๆคนครับ วันนี้เราขอแนะนำบริษัทน้ำหอมแห่งหนึ่งในประเทศสเปนกับน้ำหอมตัวใหม่ที่มีชื่อว่า น้ำหอม Angel Schlesser Pirouette
บริษัท Angel Schlesser เป็นบริษัทแฟชั่นสัญชาติสเปน ก่อตั้งโดย Angel Schlesser นั่นเองและใช้ชื่อนี้เป็นชื่อบริษัท เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักออกแบบแฟชั่นที่เก่งในสไตล์ minimalistic น้ำหอมตัวแรกของเขาชื่อว่า Angel Shlesser Femme เป็นน้ำหอมในปี 2000 ปัจจุบันเขามีน้ำหอมแล้วประมาณ 15 รุ่นด้วยกัน ผู้ซึ่งเป็นนักปรุงน้ำหอมให้มีหลากหลายคนเช่น Nathalie Lorson, Alberto Morillas, Thierry Wasser, Francis Deleamont และ Jean Jacques
น้ำหอมตัวล่าสุดของเขาคือ Pirouette เป็นน้ำหอมผู้หญิง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกแห่งบัลเลต์ น้ำหอมประกอบด้วย bergamot, black currant, plum, rose, freesia, iris, lily of the valley, orchid, jasmine, cocoa beans, white musk, amber, cedar, vanilla และ patchouli
Angel Schlesser Pirouette เป็นน้ำหอมประเภท Eau De Toilette ที่ผลิตออกมามีขนาด 30 ml., 50 ml., 100 ml.
วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555
น้ำหอม Yves Rocher Flowerparty Summer

หลังจาก Yves Rocher เคยเปิดตัวน้ำหอมอย่าง Flowerparty และ Flowerparty Limited Edition 2011 ไปแล้ว ในเร็วๆนี้ Yves Rocher จะทำให้แฟนๆตื่นเต้นอีกครั้งกับน้ำหอมใหม่ในรูปเวอร์ชั่นใหม่คือ Flowerparty Summer โดยที่น้ำหอมตัวนี้จะเป็นน้ำหอมกลิ่นแนวผลไม้ดอกไม้ ตัวขวดถูกตกแต่งด้วยดอกไม้เล็กๆที่อบอุ่นและสีสันสดใส
Flowerparty Summer จะออกสู่สายตาคนทั้งโลกในเดือนเมษายน 2555 นี้แล้ว และผลิตออกมาในจำนวนจำกัด น้ำหอมนี้จะทำให้วันร้อนๆของคุณสดชื่นและสว่างสดใสไปกับกลิ่นไซตรัสที่มีส่วนประกอบเป็นเลมอนและน้ำส้มแมนดาริน แล้วผสมด้วยกลิ่นของดอกไม้ที่จะทำให้คุณยากที่จะต่อต้าน
การออกแบบดีไซน์ของขวดยังคงยึดแบบเดิม แต่แตกต่างกันที่การตกแต่งและสีสันที่ให้สีสันที่หลากหลายของดอกไม้เล็กๆและใหญ่ๆ ขณะที่ฝาเป็นรูปทรงดอกไม้สีชมพูเกือบแดง น้ำหอมถูกผลิตออกมาเป็นน้ำหอมประเภท Eau De Toilette ที่มีปริมาณ 30 ml., 50 ml., 100 ml.และมีผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นเจลอาบน้ำอีกด้วย
วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555
การออกแบบขวดน้ำหอม
ขวดน้ำหอมที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ได้มีการค้นพบนั้นเป็นขวดน้ำหอมที่มาจากยุคอียิปต์ ซึ่งขวดน้ำหอมนั้นทำมาจากหินและหินอ่อนสีขาวที่เรียกว่า alabaster สาเหตุที่คนอียิปต์เลือกหินประเภทนี้มาทำขวดน้ำหอมเนื่องมาจากหินประเภทนี้สามารถเก็บความเย็นได้เป็นอย่างดีจึงทำให้น้ำหอมที่บรรจุอยู่ภายในมีอุณหภูมิเย็นอยู่ตลอดจึงสามารถคงกลิ่นที่หอมอยู่ได้นานขึ้น
ขวดน้ำหอมอีกรูปขวดน้ำหอมอีกรูปแบบหนึ่งที่พบได้มากเช่นกันในสมัยอียิปต์นั้นคือภาชนะน้ำหอมที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งมีรูปร่างหลากหลายทั้งรูปเลียนแบบของคน สัตว์หรือเทพเจ้า ซึ่งแสดงความคิดสร้างสรรและคตินิยมของคนในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ขวดน้ำหอมจำนวนมากถูกพบในสุสานของคนอียิปต์ซึ่งขวดน้ำหอมที่ใช้ในพิธีการฝังศพนั้นจะทำมาจากไม้ซี่งมีรูปร่างที่แตกต่างกันไปตามชนิดของน้ำหอมที่บรรจุอยู่ภายใน
ในช่วงศตวรรตที่ 13 ถึง 18 ได้มีนำกระเบื้องเคลือบมาใช้ทำเป็นจานชามหรือภาชนะต่างกันเป็นอย่างแพร่หลายซึ่งได้มีการนำกระเบื้องเคลือบมาทำเป็นขวดหรือจานผสมน้ำหอมด้วยเช่นกัน ซึ่งแม้ขวดน้ำหอมกระเบื้องเคลือบที่คนธรรมดาในนยุคนั้นใช้กันทั่วไปมักไม่มีการตกแต่งที่หรูหรามากนักเนื่องจากขวดน้ำหอมนั้นถือเป็นของธรรมดาที่ใช้กันแพร่หลายจนถือเป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นพื้นฐานของคนทั่วไปในช่วงนั้นเลยทีเดียว
โดยขวดน้ำหอมแก้วนี้ได้แพร่หลายไปทั่วโลกตามเส้นการค้าของชาวอาหรับ โดยในช่วงเวลาต่อมาเมื่อกระบวนการในการทำแก้วมีการพัฒนาขึ้นจึงทำให้ช่างทำขวดแก้วสามารถสร้างแก้วที่มีสีสรรที่หลากหลายและสวยงามได้มากขึ้น ซึ่งการใช้น้ำหอมในพิธีศพนั้นยังพบได้ในสุสานโบราณของคนในประเทศอาหรับทั้งหลายในแถบปาเลสไตย
เช่นเดียวกับที่พบกันในยุคอียิปต์ โดยภาชนะน้ำหอมในแถบอาหรับนั้นมีลักษณะเป็นขวดแก้วทรงสูงขนาดใหญ่ที่มีคอขวดยาวและแคบ ซึ่งการใส่ขวดน้ำหอมไว้ในสุสานของชาวอาหรับนั้นมีจุดประสงค์เพื่อช่วยในการกลบกลิ่นของศพ
ประเทศในทวีปยุโรปนั้นมีการใช้น้ำหอมกันอย่างแพร่หลายมายาวนาน โดยในช่วงศตวรรตที่ 17 ถึง 19 นั้นการใช้น้ำหอมที่หรูหรานั้นจะจำกัดอยู่แค่กลุ่มชนชั้นสูงหรือพวกขุนนางและคนในราชวงศ์เสียเป็นส่วนมาก ขวดน้ำหอมที่ใช้กันในประเทศแถบยุโรปนี้จึงมีลักษณะที่หลากหลายมาก โดยวัสดุที่นำมาใช้ทำขวดน้ำหอมนั้นมีทั้งที่ทำมาจากแก้ว ทอง เงิน กระเบื้องเคลือบ อัญมนี หรือแม้แต่เปลือกหอยอีกด้วย
ในช่วงศตวรรตที่ 17 ศูนย์กลางของอตสหกรรมน้ำหอมในยุคต้นนั้นจะอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเสียเป็นส่วนมาก และเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงยุคศตวรรตที่ 18 เครื่องหอมที่ใช้ในยุคนั้นจะมีลักษณะเป็นของเหลวหรือครีม (pomade) ที่มีสารตัวทำละลายหลักเป็นแอลกอฮอล์และกรดน้ำส้มเป็นส่วนมาก ส่วนโทนกลิ่นที่นิยมในช่วงต้นของยุคนี้ก็ได้แก่กลิ่นที่หอมอย่างโดดเด่นแบบเครื่องหอมหรือ Aromatic Note ไปจนถึงช่วงปลายยุคผู้คนจึงเริ่มที่จะหันมานิยมโทนกลิ่นแบบนุ่มนวลละเอียดอ่อนแบบดอกไม้หรือ Floral Note กันมากขึ้น
ผู้คนสมัยโบราณมักจะนำกล่องเล็กๆที่บรรจุเครื่องหอมหรือน้ำหอมไว้ภายในเพื่อให้สามารถนำน้ำหอมมาใช้นอกสถานที่ได้อย่างสะดวกขึ้น ซึ่งต่อมาภาชนะบรรจุน้ำหอมนั้นยจึงได้มีการพัฒนาโดยมีการออกแบบรูปร่างให้เหมือนกับเครื่องประดับเพื่อให้สามารถใช้ใส่กับชุดเสื้อผ้าแบบต่างๆได้ด้วย เช่นมีการออกแบบขวดน้ำหอมเป็นเข็มกลัดติดที่อกเสื้อหรือที่เข็มขัด สร้อยคอ กำไล และ แหวน อีกทั้งยังได้มีการนำช่างอัญมนีและช่างทองที่มีฝีมือมาช่วยในการสร้างสรรให้ขวดน้ำหอมดูสวยงามมากขึ้นอีกด้วย
ซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะและการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของพืชและดอกไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งความนิยมต่อศิลปะแบบ Art Nouveau ยังได้รับความนิยมในการออกแบบตรายี่ห้อน้ำหอมหรือกล่องใส่ขวดน้ำหอมในช่วงเวลานั้นอีกด้วย ตัวอย่างของขวดน้ำหอมที่ออกแบบในช่วงนั้นได้แก่
น้ำหอม Bouquet Nouveau ซึ่งออกแบบโดยบริษัท Roger & Gallet perfumeและน้ำหอม Royal Vaissier ซึ่งออกแบบขวดโดย Cristalleries de Baccarat ที่ได้นำรูปสัญลักษณ์ของดอกลิลลี่ที่เรียกว่า Fleur-de-lis มาใช้ประดับบนขวด สัญลักษณ์ Fleur-de-lis นี้เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่ในฝรั่งเศสซึ่งมีการนำมาใช้ทั้งในลวดลายของผ้า ในสถาปัตยกรรมก่อสร้าง หรือแม้แต่ในตราประจำเมืองหรือตรายศของกลุ่มอัศวินที่เรียกว่า Coat of Arms อีกด้วยซึ่งในปัจจุบันสัญลักษณ์นี้ยังคงพบเป็นได้เช่นในสัญลักษณ์ขององค์การลูกเสือ
เมื่อเข้าสู่ต้นศตวรรตที่ 20 รูปแบบขวดน้ำหอมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้นคือการออกแบบขวดน้ำหอมแบบแก้วใสหรือ คริสตอล ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกทีดูหรูหราให้กับน้ำหอมได้เป็นอย่างดี ในส่วนฝาของน้ำหอมนั้นมักออกแบบโดยใช้สีของโลหะที่ดูแวววาวเข้ากับความสว่างใสของตัวขวดแก้ว
ขวดน้ำหอมที่เป็นตัวอย่างของแนวคิดในช่วงเวลานี้ก็คือ น้ำหอม Voila pourquoi j'aimais Rosine ของ Guerlain ซึ่งมีแนวคิดการออกแบบให้เหมือนกับแจกันดอกไม้ โดยส่วนของขวดน้ำหอมจะทำจากแก้วใสมีรูปทรงแบบเดียวกับแจกันและใการนำดอกไม้เทียมมาติดประดับไว้ที่ส่วนของคอขวดเพื่อช่วยบังส่วนฝาขวดจะอยู่ใต้ช่อดอกไม้ ซึ่งแนวคิดการออกแบบขวดน้ำหอมเป็นแจกันดอกไม้นี้ได้ถูก Guerlain นำมาใช้อีกครั้งในการออกแบบขวดน้ำหอม Muguet ซึ่งมีการนำผ้าบางๆมาทำการม้วนเป็นรูปร่างของดอกไม้ประดับที่คอขวด
แนวคิดการออกแบบขวดน้ำหอมที่แปลกใหม่นี้ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างดีเยี่ยมซึ่งส่งผลให้ความหลากหลายในการออกแบบขวดน้ำหอมมีการขยายตัวออกไปอย่างมาก โดยตัวอย่างขวดน้ำหอมที่มีแนวคิดในการออกแบบที่หลากหลายในช่วงเวลานั้นก็ได้แก่ ขวดน้ำหอม Le Mouchoir de Monsieur ของ Guerlain
ซึ่งมีการออกแบบขวดที่ทำจากแก้วหนาที่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมและมีลวดลายบนขวดเป็นลวดลายคล้ายกับน้ำวนหรือลายก้นหอยประดับอยู่ทุกด้าน น้ำหอม Rediviva ที่ออกแบบโดย Compagnie Francais ซึ่งได้ออกแบบขวดที่มีรูปทรงคล้ายกับกาน้ำที่ใช้ใส่กาแฟและขวดน้ำหอม Illusion ที่ออกแบบโดย Dralle นั้นมีการออกแบบกล่องใส่ขวดน้ำหอมที่ทำจากโลหะสีเงิน มีรูปทรงคล้ายกับประภาคารเรือ
ในยุคหลังปี 1920 เป็นช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่งจะสงบลงนั้น น้ำหอมได้มีการแพร่หลายจากทางทวีปยุโรปเข้าสู่ทวีปอเมริกาผ่านทหารอเมริกันที่มาทำการรบในยุโรปแถบกรุงปารีสและได้นำน้ำหอมติดตัวกลับเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นการจุดเริ่มต้นของกระแสความนิยมน้ำหอมในอเมริกาจนส่งผลให้นักปรุงน้ำหอมและบริษัทน้ำหอมในยุโรปมากมายได้เข้ามาเริ่มลงทุนในอเมริกากันมากมาย
โดยลักษณะแฟชั่นที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้นจะเป็นแฟชั่นแบบงานคาร์นิวอลหรือที่เรียกว่างานเทศกาลแบบ masquerade ball ซึ่งมีลักษณะการแต่งตัวที่หรูหราและมีการให้ผู้มาร่วมงานใส่หน้ากากด้วย ซึ่งแนวความคิดนี้ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการออกแบบขวดน้ำหอมเช่นเดียวกัน โดยตัวอย่างของขวดน้ำหอมและกล่องใส่ขวดน้ำหอมที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดแบบนี้ก็มีตัวอย่างเช่น น้ำหอม Masque Rouge ของ Guerlain ที่มีการใช้รูปหน้าจากสีแดงมาเป็นรูปสัญลักษณ์บนกล่องน้ำหอมตัวนี้
โดยลักษณะขวดน้ำหอมชนิดนี้จะมีลักษณะลวดลายเป็นผลึกแก้วทรงสามเหลี่ยม ส่วนตัวฝาจะเป็นสีเขียวเข้มซึ่งคล้ายกับสีหมวกของตัวตลกที่เป็นสีเขียวและส้ม ในส่วนของการออกแบบกล่องใส่ขวดน้ำหอมจะมีลวดลายรูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสีเหลืองแดงสดใสเหมือนสีเสื้อชุดตัวตลกเช่นเดียวกัน ลักษณะขวดน้ำหอมที่ได้รับความนิยมอีกแแบบหนึ่งคือขวดน้ำหอมแบบแก้วคริสตอลใส
อย่างเช่นขวดของน้ำหอม Silver Butterfly ของ Delettrez โดยขวดน้ำหอมนี้ออกแบบโดยบริษัท Baccaratลักษณะการออกแบบจะใช้คริสตอลสีชมพูใสมาทำเป็นตัวขวดและประดับด้วยโลหะสีเงินวาวทำเป็นลวดลาย น้ำหอมที่เป็นที่นิยมอีกตัวหนึ่งในช่วงนั้นคือ Chanel No 5 ซึ่งแม้จะมีการออกแบบขวดที่เป็นทรงขวดสี่เหลี่ยมธรรมดา ซึ่งเป็นการนำแนวคิดของการออกแบบขวดน้ำหอมผู้ชายมาใช้ในการออกแบบน้ำหอมผู้หญิงเป็นครั้งแรกซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของน้ำหอมตัวนี้ที่ต้องการจะสร้างแนวคิดของความเข้มแข็งและเท่าเทียมกับผู้ชายให้กับเหล่าผู้หญิงในช่วงเวลานั้น
ในช่วงปี 1929 นั้นได้เกิดเหตุการณ์หุ้นตกครั้งใหญ่ในสหรัฐ (Wall Street Crash of 1929) นั้นทำให้บริษัทน้ำหอมมากมายได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับบริษัททำขวดน้ำหอมทั้งหลาย โดยมีเพียงบริษัทใหญ่เช่น Baccarat,Brosse และ Lalique ที่สามารถประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนั้นได้ ในช่วงยุคอุตสหกรรมนั้นลักษณะของขวดน้ำหอมในช่วงนั้นจะได้แรงบันดาลใจมาจากสภาพแวดล้อมแบบเมืองซึ่งแตกต่างกับในสมัยก่อนที่การออกแบบขวดน้ำหอมจะมีแนวคิดจากสิ่งต่างๆในธรรมชาติ ขวดน้ำหอมส่วนมากจะมีลักษณะที่เรียบง่ายเนื่องจากมีการนำเครื่องจักรเข้ามาทำการผลิตขวดน้ำหอมแทนคนเป็นส่วนใหญ่
ส่วนน้ำหอมที่มีแรงบันดาลใจจากสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ก็คือ น้ำหอม Normandie ของ Jean Patou ที่มีได้แรงบันดาลใจจากเรือเดินสมุทร Normandie ที่เป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่และหรูหรามากที่สุดในเวลานั้นเหล่าผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วชั้น first class จะได้รับแจกน้ำหอมชนิดนี้เป็นของกำนัลในทุกรอบที่เดินทางโดยที่ขวดน้ำหอมนี้จะออกแบบให้เหมือนกับโมเดลของเรือ Normandie ในส่วนตรงกลางของโมเดลจะมีช่องรูปทรงกระบอกที่ใส่ขวดน้ำหอมไว้ด้านใน
เมื่อเข้าสู่ยุคของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นทำให้ธุรกิจน้ำหอมที่หมดหยุดชะงักไปอย่างสิ้นเชิงจนกระทั่งเมื่อสงครามสงบลงบริษัทน้ำหอมก็ค่อยๆเริ่มตั้นตั้งตัวใหม่ น้ำหอมที่ได้รับความสนใจในช่วงนั้นก็อย่างเช่น น้ำหอม Miss Dior จากChristian Dior ซึ่งได้บริษัท Baccarat มาช่วยในการออกแบบขวดให้
โดยขวดจะทำจากคริสตอลใสให้ความรู้สึกสง่างามส่วนทาง Nina Ricci ก็ได้ออกน้ำหอม L'Air du Temps ซึ่งมีการออกแบบที่เน้นแนวคิดแบบโรแมนติกซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นอย่างมาก การออกแบบนั้นจะใช้ขวดที่ทำจากแก้วใสและฝาปิดจะมีการออกแบบจากรูปทรงของนกพิราบขาวหรือ Dove ส่วนตัวกล่องและสีน้ำหอมจะเป็นสีเหลืองทองให้ความรู้สึกสว่างและสดใส
วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555
น้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence

จากผลงานน้ำหอม Davidoff Cool Water ที่ได้ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 1996ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานน้ำหอมที่สร้างชื่อให้กับ Davidoff ให้เป็นที่รู้จักกันได้เป้นอย่างดีตัวหนึ่งและ ยังเป็นน้ำหอมที่ได้สร้างชื่อให้กับน้ำหอมโทนกลิ่นสาย Oceanicได้เป็นที่รู้จักกันในวงการน้ำหอมได้อีกด้วย
โดยในปี 2012 นี้ทางบริษัท Davidoff ได้นำเอาน้ำหอม Cool Water นี้มาทำการผลิตใหม่ในรูปแบบ EDP โดยใช้ชื่อว่า Davidoff Cool Water Sensual Essence ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากภาพทิวทัศน์แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผืนน้ำกว้างใหญ่ของมหาสมุทรนั่นเอง
โดยน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence นี้เป็นผลงานการสร้างสรรของนักปรุงน้ำหอม Nathalie Lorson ซึ่งเขามีความพยายามที่จะสร้างสรรกลิ่นที่ได้จากการผสมผสานกลิ่นของดอก Frangipani หรือดอกลีลาวดีเข้ากับโทนกลิ่นที่หวานและอบอุ่นของวนิลา
โดยแนวคิดทางกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้จะเป็นโทนกลิ่นที่เน้นความรู้สึกที่งดงาม สว่างไสว ละเอียดอ่อน และน่าประทับใจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มาจากปรรยากาศภาพทิวทัศน์ของมหาสมุทรในช่วงเวลาอาทิตย์ใกล้ตกดินนั่นเอง โดยทนกลิ่นของน้ำหอมนี้จะมีการนำเอาโทนกลิ่นแบบ Woody Noteที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกที่อ่อนโยนน่าประทับใจให้กับน้ำหอมตัวนี้ มาใช้แทนโทนกลิ่นแบบ Oceanicหรือ Watery Note ที่ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นซึ่งได้เคยใช้ในน้ำหอม Davidoff Cool Water ตัวเดิมมาแล้ว ซึ่งโทนกลิ่นของน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence นี้จะเป็นโทนกลิ่นแบบ Floral และ Fruity ที่ผสานด้วยโทนกลิ่นแบบ Woody Note
โดยกลิ่น Top Note ของน้ำหอมตัวนี้จะเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกหวาน สดชื่นที่คล้ายคลึงกับความรู้สึกสดชื่นที่มีในน้ำหอม Davidoff Cool Water ตัวเดิม อันเป็นกลิ่นของ มะกรูด และ Red Berries ส่วนของกลิ่น Heart Note นั้นจะเป็นกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของดอกลีลาวดีและ ดอกกล้วยไม้ และ Base Note จะเป็นกลิ่นที่หอมอย่างนุ่มนวลและ อบอุ่นของวนิลา, น้ำมันไม้หอม และกลิ่น Musk โดยกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้เหมาะที่จะใช้ในช่วงเวลากลางวันหรือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิมากที่สุด
ในส่วนของการออกแบบขวดนั้นน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence จะใช้ขวดที่มีลักษณะเดียวกับน้ำหอม Davidoff Cool Water ตัวเดิมแต่ ได้มีการเปลี่ยนสีหลักที่ใช้จากเดิมที่เป้นสีน้ำเงินใสไปเป็นสีทองสว่างทั้งในส่วนของตัวขวดน้ำหอมและ ตัวกล่องน้ำหอม ในส่วนของตัวขวดและฝาขวดจะมีวงแหวนสีทองเงาประดับอยู่ ซึ่งเป็นสีที่มาจากแนวคิดของสีทองจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนผิวน้ำทะเล โดยน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence นี้จะเป็นน้ำหอมประเภท EDP ที่ผลิตออกมาในขนาดบรรจุ 30, 50 และ 100ml
วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555
น้ำหอม La Perla In Rosa by La Perla

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555
น้ำหอม Molinard Habanita

น้ำหอม Habanita นั้นเป็นผลงานการสร้างสรรน้ำหอมตัวแรกของบริษัทน้ำหอม Molinard ซึ่งเป็นบริษัทน้ำหอม niche จากประเทศฝรั่งเศส โดยทางบริษัทได้ทำการผลิตน้ำหอมตัวนี้ออกมาเป็นครั้งแรกในปี 1921 และต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จซึ่งทำให้ชื่อMolinard กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในวงการน้ำหอมมาจนถึงทุกวันนี้ และในปี 2012 นี้ทางบริษัทก็ได้นำเอาน้ำหอม Habanita Eau de Parfum ออกมาผลิตใหม่ในรูปแบบของ EDP
ในส่วนของรูปแบบกลิ่นนั้น น้ำหอม Molinard Habanita รูปแบบเดิมนั้นจะเป็นน้ำหอมแบบEDT โดยจะมีโทนกลิ่นแบบ Woody-Leather Note เป็นหลักโดยมี Top Note ที่ให้กลิ่นออกเปรี้ยวซึ่งมาจากกลิ่นของ ดอก Orange Blossom, มะกรูด, ราสเบอร์รี่และ ลูกพีช ส่วนของ Middle Note จะเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้อันได้แก่ ดอกมะลิ,กระดังงา, ดอก Lilac,กุหลาบ, Orris Root และ Heliotrope และมี Base Note ที่เป็นโทนกลิ่นหอมอ่อนอบอุ่นแบบ Animalic และ Woody Note ซึ่งได้แก่ ไม้สน Cedar, Oakmoss, ไม้หอม, วนิลา, กลิ่นหนัง, Benzoinและ Musk ซึ่งน้ำหอมตัวนี้จะมีโทนกลิ่นที่เน้นความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก
โดยเอกลักษณ์และ ความโดดเด่นทางกลิ่นนี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่ในการสร้างสรรน้ำหอมHabanita รูปแบบใหม่นี้ โดยกลิ่นรูปแบบใหม่ของน้ำหอมตัวนี้ได้ยังคงรักษาลักษณะที่เน้นความโดดเด่นและชัดเจนที่เคยมีอยู่ในรูปแบบเดิมอยู่อย่างชัดเจน โดยน้ำหอม Habanita ที่ออกแบบใหม่นี้จะมี Top Note เป็นกลิ่นของ น้ำมันยางไม้หอม mastic,น้ำมันสกัดจากเมล็ด petit grainและ ดอก geranium ในส่วนของ Middle Note จะเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้แบบ Floral Note เป็นหลักซึ่งได้แก่กลิ่นของ ดอกกระดังงา,มะลิ, กุหลาบดอกheliotrope, ดอกmimosa,ถั่ว nutmeg, หญ้าแฝกและ ไม้สน cedar ในส่วนของ Base Note จะเป็นกลิ่นหอมแบบละเอียดอ่อนของ Wood Note ได้แก่ กลิ่น musk, วนิลา, oak moss, patchouliและ ไม้จันทน์
ด้านการออกแบบขวดนั้น ผู้ออกแบบขวดน้ำหอม Habanita นั้นยังคงนำเอาเอกลักษณ์สำคัญของขวดน้ำหอมตัวนี้ซึ่งก็คือลวดลายรูปผู้หญิงที่นั่งถือผืนผ้า กลับมาใช้ในการออกแบบขวดน้ำหอม Habanita ตัวใหม่นี้ด้วย
โดยสำหรับน้ำหอม Habanita รูปแบบเก่านั้นจะใช้ขวดที่ทำจากแก้วสีดำเข้ม ทรงกระบอกสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประดับด้วยลวดลายรูปผู้หญิงถือผ้าอยู่รอบขวดและ มีตัวหนังสีสีทองอยู่ด้านล่าง ส่วนฝาจะเป็นฝาสเปรย์สีทองเงาและมีส่วนสายฉีดสเปรย์ที่คลุมด้วยผ้าถักสีขาวติดอยู่กับตัวฝา
ส่วนการออกแบบขวดน้ำหอม Habanita แบบใหม่นี้ยังคงใช้สีหลักเป็นสีดำ โดยขวดจะเป็นสีดำด้านทรงสี่เหลี่ยมแบน มีลวดลายรูปผู้หญิงประดับอยู่รอบขวดเช่นเดิม ส่วนลวดตัวหนังสือบนขวดจะเป็นสีเทาและแดงสดแทนสีทอง ส่วนของฝาจะเป็นฝาสเปรย์สีดำเข้มเหมือนกับสีตัวขวด โดยน้ำหอม Habanita ตัวใหม่นี้ได้ทำการผลิตออกมาในขนาด 50 และ 100 ml
วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555
น้ำหอม Salvador Dali ITISDREAM

น้ำหอม Alibis Fragrance for Men โดย Marverick

โดยน้ำหอมของ Maverick นั้นได้ออกแบบมา 3 กลิ่นเพื่อใช้เป็นข้ออ้าง 3 อย่างซึ่งมีชื่อรุ่นต่างๆว่า
"My car broke down"
สำหรับอ้างว่ารถเสียทำให้กลับบ้านดึก โดยกลิ่นนี้จะมีกลิ่นของพวกน้ำมัน,กลิ่นยางไหม้และพวกกลิ่นเหล็กของรถ
"We were out sailing"
สำหรับเป็นข้ออ้างว่า ไปออกทะเลมานะ เลยกลับดึก กลิ่นนี้ก็จะมีกลิ่นของทะเล กลิ่นเกลือ กลิ่นน้ำทะเล และกลิ่นเชือกของเรือ
"I was working late"
สำหรับอ้างว่าทำงานดึกดื่น เลยกลับบ้านช้า โดยจะมีกลิ่นของกาแฟ บุหรี่ กลิ่นสูทขนแกะกลิ่นน้ำหมึก
โดยกลิ่นทั้ง 3 นี้อยู่ในชื่อเซ็ทว่า Alibisซึ่งทางคลับนั้นได้ทำึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในตลาดน้ำหอม ขยายความเซ็กซี่และและความเชี่ยวชาญ โดยน้ำหอม Alibis นี้ได้นำเสนอใน Concept ว่า ด้วยความแนบเนียนของน้ำหอมนี้จะก่อให้เกิดความน่าสนใจขึ้นมา
สำหรับพ่อบ้านตัวแสบที่ต้องการหามาลองก็คงต้องไปที่อเมริกาใต้เอง เพราะเป็นสินค้าจำหน่ายเฉพาะในบาร์ Maverick เท่านั้นและจะขายสู่ตลาดทั้วไปผ่านทาง ZAR295 ในอนาคตครับ
วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
น้ำหอม Salvador Dali Crazy Kiss

รูปแบบกลิ่นของน้ำหอม Crazy Kiss นี้จะเป็นงกลิ่นที่ให้ความรู้สึกที่สดใสมีชีวิตชีวา แผงด้วยเสน่ห์ลึกลับของผู้หญิง ลักษณะขวดเป็นรูปทรงกระบอกสูงแสดงถึงความเพรียวบางและ สง่างามในแบบของผู้หญิงสมัยใหม่และ บนขวดก็มีการประดับด้วยเส้นลวดลายที่เหมือนกับริบบิ้นสีสันสดใสที่พันวนไปรอบขวดอันเป็นลักษณะเด่นประจำตัวของขวดน้ำหอมในชุด Kiss Collection นี้ โดยสำหรับขวดของน้ำหอม Crazy Kiss นี้ออกแบบโดย Mikael Carriau ซึ่งจะมีลวดลายหลักๆประกอบด้วยลายริบบิ้น 3 สีอันได้แก่สีน้ำเงินสด สีส้มสว่างใส และ สีชมพูเข้ม ที่พันไปรอบตัวขวด และมีลวดลายรูปริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของบริษัทน้ำหอม Salvador Dali อยู่รอบๆด้วย
โดยน้ำหอม Crazy Kiss นี้เป็นน้ำหอมแบบ Eau De Toilette ที่มีขวดเป็นแบบฝา Spary มี 3 ขนาดบรรจุคือ 100 ml, 50 mlและ 30 ml ซึ่งน้ำหอมตัวนี้มีลักษณะกลิ่นในแบบ เบาสบาย และสดใสซึ่งเหมาะกับอากาศช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อน ทำให้สามารถใช้ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งโอกาสที่เหมาะสมกับการใช้น้ำหอมตัวนี้ควรจะใช้กับงานที่ไม่ค่อยเป็นทางการมากนัก
วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
การแบ่งประเภทของน้ำหอมแบบยุคใหม่
1 Bright Flora – กลิ่นหอมโดดเด่นของดอกไม้
กลิ่นในกลุ่ม Bright Floraเป็นน้ำหอมที่เป็นกลิ่นของดอกไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมของดอกไม้แบบชนิดเดียว (Single Floral) ตัวอย่างของน้ำหอมชนิดนี้ได้แก่Sa Majesta La Rose ของ Serge Lutens ซึ่งมีกลิ่นหลักเป็นกลิ่นของกุหลาบผสมผสานกับกลิ่นเสริมของน้ำมันไม้หอมจาก Guaiac Wood, น้ำมันจากดอกที่ยังตูมอยู่ของต้น Clove, white honey ซึ่งป็นน้ำผึ้งที่ได้จากดอกของต้น Kiawe ซึ่งมีแหล่งการผลิตหลักอยู่ในฮาวายเป็นหลัก
ส่วนน้ำหอมสาย Flora อีกแบบนั่นจะมีลักษณะกลิ่นที่ได้จากการผสมกลิ่นของดอกไม้หลายชนิด (Floral Bouquet) ตัวอย่างเช่น Estee Lauder Beautiful ซึ่งประกอบด้วยกลิ่น Top Note จากดอก Michelia, Ginger Lily และมี Middle Note เป็นกลิ่นหอมแบบหวานอ่อนของดอก Linden และดอก Mimosa โดยเสริมด้วย Base Note ที่ได้จากไม้หอม Padouk Wood, Box Wood
ในส่วนของ Base Note นั้นก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากคือมักใช้กลิ่นอ่อนของพืชจำพวกไม้หอมซึ่งได้จากการสกัดกลิ่นหรือน้ำมันที่ได้จากใบไม้หรือเปลือกไม้เป็นหลัก ซึ่งหากผู้ผลิตอย่างจะเสริมความเป็นแปลกหรือเพิ่มความรู้สึกหรูหราเป็นพิเศษให้กับน้ำหอมของตนก็อาจนำสารจำพวก Covet มาใช้เป็น Base Note เป็นครั้งคราว
กลิ่นน้ำหอมสาย Green นั้นก็คือน้ำหอมที่เน้นกลิ่นของธรรมชาติเป็นหลักซึ่งเป็นกลิ่นที่สกัดได้จากส่วนต่างๆของต้นไม้เช่นใบไม้ หรือเนื้อไม้ และกลิ่นของผักหรือสมุนไพรกลิ่นอ่อนด้วยเช่นกัน กลิ่นของหัวน้ำหอมในสาย Green นี้จะมีกลิ่นหอมแบบสาย Chypre เป็นกลิ่นหลักมีลักษณะกลิ่นที่เน้นความหอมสะอาดเป็นธรรมชาติ มีกลิ่นของใบไม้และกลิ่นที่ได้จากเนื้อไม้หอมหรือ พืชผักสมุนไพรเป็นตัวเสริม
ตัวอย่างของน้ำหอมสาย Green นี้ก็อย่างเช่น Sisley Eau de Campagne ซึ่งผู้สร้างน้ำหอมตัวนี้ต้องการนำเสนอน้ำหอมที่มีกลิ่นของความสดชื่นแบบธรรมชาติ โดยมีกลิ่นหลักที่ได้จากยางของต้น Galbanum ,ใบโหระพา และใบมะเขือเทศ ส่วนของกลิ่นเสริมเป็นกลิ่นออกเปรี้ยวสะอาดสดชื่นจากกลิ่น Citrus
น้ำหอมสายนี้เป็นน้ำหอมที่สร้างโดยกระบวนการสังเคราะห์สารทางเคมีจำพวกCalone หรือเรียกว่าเป็นหัวน้ำหอมสาย Aldehydic นั่นเอง ซึ่งน้ำหอมสายนี้เป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นแบบทันสมัยค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจึงทำให้มีผู้ผลิตน้ำหอมจากหลายค่ายให้ความสนใจที่จะลงทุนผลิตน้ำหอมประเภทนี้ออกมาตามท้องตลาดกันอยู่มากพอสมควร
โดยน้ำหอมสายนี้ส่วนมากมักจะทำเป็นน้ำหอมของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากน้ำหอมสายนี้ใช้กระบวนการผลิตทางเคมีจึงสามารถสร้างกลิ่นที่หลากหลายได้มากมาย อีกทั้งยังสามารถสังเคราะห์กลิ่นเลียนแบบที่ใช้ทดแทนกลิ่นจากน้ำหอมสายอื่นได้อีกด้วยจึงทำให้น้ำหอมในสายนี้ไม่คำอธิบายลักษณะของกลิ่นที่แน่นนอนตามตัวมากนัก
ส่วนมากมักอธิบายกว้างๆว่าเป็นการผสมกันของกลิ่นอะไรก็ได้ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นของน้ำหรือสร้างภาพจินตนาการของภาพทะเลมหาสมุทรเป็นหลัก ตัวอย่างของน้ำหอมสายนี้เช่น Davidoff Cool Water, Calvin Klein Escape
น้ำหอมสายนี้เป็นน้ำหอมที่เน้นให้ความรู้สึกสดชื่นร่าเริง โดยกลิ่นหลักของน้ำหอมสายนี้ก็มักได้จาก มะกรูด มะนาว และผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆเช่น ส้ม และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นต้ ข้อดีของน้ำหอมสายนี้คือมีลักษณะกลิ่นที่มีความแน่นนอนคงที่แตกต่างจากกลิ่นน้ำหอมสายอื่นที่มักจะเปลื่ยนแปลงหรือมีกลิ่นที่ผิดเพี้ยนไปได้ง่ายเมื่อเจอกับกลิ่นในสภาพแวดล้อมรอบตัวหรือแม้แต่การผิดเพี้ยนของกลิ่นที่เกิดจากกลิ่นตัวตามธรรมชาติของผู้ใส่
น้ำหอมสาย Citrus แม้จะไม่มีกลิ่นที่หอมโดดเด่นแต่ก็เป็นน้ำหอมสามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวันทั่วไปหรือแม้แต่ในช่วงหน้าร้อนซึ่งคนจะมีเหงื่อออกมากกว่าปรกติ อีกทั้งที่อุณหภูมิสูงจะทำให้การระเหยของน้ำหอมเกิดขึ้นเร็วและไม่สม่ำเสมอต่างกันตามแต่ละบริเวณของร่างกายจึงไม่เหมาะกับการใส่น้ำหอมกลิ่นแรง
ตัวอย่างของน้ำหอมสาย Citrus นี้เช่น Hermes’s Eau D'orange VerteโดยTop Note ของน้ำหอมตัวนี้ก็คือ มะกรูด, มะนาว, ผลส้ม เสริมกลิ่นหอมMiddle Noteด้วย มินท์, patchouli, และ ใบส้มแมนดาริน และ Base Noteเป็นกลิ่นมอสและไม้สน
ในช่วงสมัยแรกๆกลิ่นแบบผลไม้ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักโดยส่วนมากอาจใช้เป็นกลิ่นเสริมมากกว่า อีกทั้งในการทำน้ำหอมนั้นยังไม่มีกระบวนผลิตที่ทันสมัยจึงทำให้การสกัดกลิ่นจากผลไม้จึงยังไม่สามารถทำได้ดีนัก แต่ต่อมาเมื่อกระบวนการสกัดกลิ่นมึความทันสมัยขึ้นจึงทำให้น้ำหอมที่สกัดจากผลไม้มีคุณภาพที่ขึ้นและได้รับความนิยมขึ้นมากเป็นลำดับ
| 6.Gourmand – กลิ่นน่ากินเหมือนอาหารหรือขนมหวาน ในการแบ่งประเภทของน้ำหอมในแบบเก่าน้ำหอมสาย Gourmand นั้นยังถูกรวมอยู่ในสาย Oriental ซึ่งเป็นสายของน้ำหอมที่ได้จากการสกัดกลิ่นเครื่องเทศต่างๆ รวมไปถึงกลิ่นของขนมหวานต่างๆเช่น วนิลา, ช็อคโกแลค หรือกาแฟ อีกด้วย แต่ต่อกลิ่นแบบเผ็ดร้อนซึ่งเป็นกลิ่นหลักเดิมของน้ำหอมสาย Oriental ไม่ค่อยได้รับความนิยมและค่อยๆหายไปเหลือในผู้ใช้บางกลุ่ม ขณะที่กลิ่นที่ออกหวานแบบกลิ่นขนมนั้นกลับได้รับความนิยมมากขึ้นจึงได้มีการจัดให้สาย Gourmand ซึ่งเดิมเป็นส่วนย่อยในสาย Oriental นั้นให้ขึ้นมาเป็นสายหลักแทน น้ำหอมกลิ่นสาย Gourmand ก็มีตัวอย่างเช่น BOBO Dinner โดยเป็นน้ำหอมที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นเครื่องเทศแบบสาย Oriental เข้ากับกลิ่นหวานของสายGourmand กลิ่นหลักประกอบด้วย กลิ่นของเครื่องเทศอย่างยีหร่า ตัดกับกลิ่นหวานของวนิลาและกลิ่นผลไม้แห้ง เสริมด้วย อบเชย, กระวาน, ขิง |
| ในอนาคตอาจจะมีกลิ่นแบบใหม่ๆเพิ่มเข้ามาและได้รับความนิยมมากขึ้น จนอาจจะทำให้ต้องมีการจัดแบ่งหมวดหมู่กลุ่มน้ำหอมใหม่อีกก็เป็นได้ อุตสาหกรรมน้ำหอมทุกวันนี้ก้าววหน้าอย่างรวดเร็ว มีการบริโภคกลิ่นกันมากขึ้นความต้องการความแปลกใหม่ก็มากขึ้น ทำให้องค์ความรู้การจัดหมวดหมู่ก็มากจึ้นตามไปด้วย ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นหใวดหมู่ของกลิ่นมากกว่า 20 แบบก็เป็นได้ ขอขอบคุณบทความดีๆจาก http://www.ohperfume.com |



