แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ น้ำหอม แสดงบทความทั้งหมด

วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

น้ำหอม Light Blue Pour Homme Living Stromboli โดย Dolce and Gabbana

น้ำหอม Light Blue Pour Homme Living Stromboli โดย Dolce and Gabbana


Dolce & Gabbana ได้เปิดตัวน้ำหอมผู้ชายใหม่ๆที่ให้กลิ่นไซตรัสอโรมาติค โดยจะเปิดตัวในปีนี้แน่นอน 2012 โดยได้รับคำจำกัดความว่า "กลิ่นแห่งเกาะเมดิเตอร์เรเนียน"

ที่มาที่ไปของน้ำหอม

D&G อธิบาย "น้ำหอม Light Blue Pour Homme Living Stromboli โดย Dolce & Gabbana นี้สื่อถึงความบริสุทธิ์และพลัง กลิ่นของมันเปิดตัวคู่กับ Light Blue Dreaming ใน Portofino น้ำหอมทั้งของผู้หญิงและชายนี้จะบอกถึงการเดินทางผ่านแถบเมดิเตอร์เรเนียนที่เป็นความฝัน" น้ำหอมนี้สำหรับผู้ชายที่ชอบสถานที่พักผ่อนและการเดินทางที่มีชีวิตชีวา กลิ่นของมันเย้ายวนให้อยากผจญภัยไปในเกาะแห่งภูเขาไฟ

รายละเอียดของน้ำหอม

น้ำหอม Light Blue Pour Homme Living Stromboli เปิดตัวด้วยกลิ่นที่ทำให้คุณต้องสดชื่นอย่างไซตรัสและพริกไทยสีชมพู กลิ่นต่อมาคือกลิ่นของ Aquatic Accord, Geranium กลิ่น Base Note เป็นกลิ่นของ Ambergris, Patchouli

ประเภทและขนาดน้ำหอม

น้ำหอมนี้ถูกผลิตออกมาเป็นน้ำหอมประเภท Eau De Toilette ที่มีขนาด 75 ml., 125 ml.

การออกแบบและดีไซน์ขวดน้ำหอม

ขวดของน้ำหอมถูกออกแบบให้เหมือนกับ Light Blue Pour Homme ตัวดั้งเดิม ขวดโปร่งแสงเผยให้เห็นน้ำของน้ำหอมที่มีสีฟ้า ส่วนฝาของน้ำหอมออกสีเงินๆขาวๆ

วันพุธที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2555

น้ำหอม Jean Paul Gaultier Classique X Eau de Parfum

น้ำหอม Jean Paul Gaultier Classique X Eau de Parfum


Jean Paul Gaultier ได้เปิดตัวน้ำหอมใหม่ที่ให้ความเข้มข้นมากกว่า และอะไรๆที่เหนือกว่าน้ำหอมตัวก่อนๆ โดยใช้ชื่อว่า Classique X Eau de Parfum มันเป็นตัวแทนของความน่าตื่นเต้นและเย้ายวน
กลิ่น Top Note เปิดตัวด้วยกลิ่นสดชื่นของมะกรูดและหอมหวานของผลไม้อย่างราสเบอร์รี่ ต่อมาด้วย Heart Note ที่แตกต่างชัดเจนอย่าง orange blossom และกุหลาบ สุดท้าย Base Note เป็นกลิ่นแบบโอเรียนทัลของวนิลลาและดอกไอริส
ขวดน้ำหอมแสดงให้เห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนของส่วนผสม ขวดมีรูปตัว X ด้านล่างสีดำ ด้านบนโปร่งแสง มีจี้รูปตัว X สีแดงห้อยอยู่ กระป๋องสีดำซึ่งเป็นแพคเกจจิ้งก็สวยงามสะดุดตาด้วยสีดำไม่แพ้กัน
น้ำหอมนี้ถูกผลิตออกมาเป็นน้ำหอมประเภท Eau De Parfum ที่มีปริมาตรตั้งแต่ 50 ml. ราคาอยู่ที่ 75 Euro และ 100 ml. ราคาอยู่ที่ 95 Euro คาดกันว่าน้ำหอมนี้จะออกสู่ท้องตลาดในเดือนกรกฎาคม 2012 นี้แล้ว

วันอังคารที่ 12 มิถุนายน พ.ศ. 2555

น้ำหอม Kylie Minogue Music Box

น้ำหอม Kylie Minogue Music Box


วันนี้เรานำเอาข่าวคราวความเคลื่อนไหวของนักร้องสาว Kylie Minogue มาให้อ่านกันครับ น้ำหอมของเธอจะออกมาวางจำหน่ายให้เราได้ใช้กันเร็วๆนี้แล้ว น้ำหอมของนักร้องสาวจะออกมาให้เลือกซื้อหากันในเดือนกรกฎาคมนี้ โดยเธอได้ตั้งชื่อว่า Music Box โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากสมัยเธอยังเด็ก เธอรู้สึกแปลกใจและตื่นเต้นไปกับของขวัญที่มีเสียงดนตรี เธออธิบายถึงกลิ่นน้ำหอมของเธอว่ามันมีกลิ่นที่มีเสน่ห์และทำให้รู้สึกแปลกใจเหมือนกับตอนที่รู้จัก Music Box เป็นครั้งแรก
น้ำหอม Kylie Minogue Music Box เป็นการผสมกันของกลิ่นดอกไม้, ผลไม้และกลิ่นวู๊ด(ไม้) มันเปิดตัวด้วยกลิ่น Top Note อย่าง strawberry, raspberry, bergamot ตามมาด้วย Heart Note ของ rose, freesia, orange blossom สุดท้าย Base Note ประกอบด้วย sandalwood, white musk, amber น้ำหอมนี้ถูกผลิตออกมาเป็นน้ำหอมประเภท Eau De Parfum ในขนาด 30 ml. 50 ml. เพื่อนคนใดสนใจก็สอบถามมาได้ในช่วงเดือนสิงหาคมนะครับ

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2555

น้ำหอม Calvin Klein Encounter

น้ำหอม Calvin Klein Encounter


Calvin Klein จะมีคิวเปิดตัวน้ำหอมใหม่ในเดือนกันยายนที่จะถึงนี้ มันเป็นน้ำหอมที่ลึกลับน่าค้นหา มีสเน่ห์และสมชายชาตรี น้ำหอมใหม่นี้มีชื่อว่า Encounter
น้ำหอมนี้ได้รับการปรุงแต่งมาจากสถาบัน Firmenich ซึ่งผู้ที่ปรุงแต่งคือ Honorine Blanc และ Pierre Negrin มันเปิดตัวด้วยกลิ่นอโรมาของส้มแมนดาริน, กระวานและเหล้ารัม กลิ่นถัดมาคือ Heart Note ที่ประกอบด้วย พริกไทย, อียิปต์หอมมะลิ, Patchouli และคอนยัค ปิดท้ายด้วย Base Note ที่มี Oud, ไม้ซีดาห์และมัสค์
Top notes: mandarin, cardamom, rum
Heart: pepper, jasmine, cognac
Base: oud, cedar, musk
น้ำหอมนี้ได้พรีเซ็นเตอร์ที่เป็นนักแสดงชื่อ Alexander Skarsgard ซึ่งจะรู้จักกันดีจากบทบาทแวมไพร์ในละครซีรี่ชื่อ True Blood และนางแบบที่ชื่อ Lara Stone ก็เป็นพรีเซ็นเตอร์ด้วยเช่นกัน ในโฆษณาจะเป็นเรื่องเกี่ยวกับธรรมชาติของความใคร่และความปราถนาของหนุ่มสาว
น้ำหอมถูกผลิตออกมาในขนาด 30 ml., 50 ml., 100 ml.เป็นน้ำหอมประเภท Eau De Toilette นอกจากนั้นยังมีผลิตภัณฑ์อื่นอย่างบอดี้โลชั่นและผลิตภัณฑ์ดูแลผิวหน้า

วันพุธที่ 18 เมษายน พ.ศ. 2555

น้ำหอม Angel Schlesser Pirouette



สวัสดี Perfumista ทุกๆคนครับ วันนี้เราขอแนะนำบริษัทน้ำหอมแห่งหนึ่งในประเทศสเปนกับน้ำหอมตัวใหม่ที่มีชื่อว่า น้ำหอม Angel Schlesser Pirouette


บริษัท Angel Schlesser เป็นบริษัทแฟชั่นสัญชาติสเปน ก่อตั้งโดย Angel Schlesser นั่นเองและใช้ชื่อนี้เป็นชื่อบริษัท เป็นที่รู้จักกันดีในฐานะนักออกแบบแฟชั่นที่เก่งในสไตล์ minimalistic น้ำหอมตัวแรกของเขาชื่อว่า Angel Shlesser Femme เป็นน้ำหอมในปี 2000 ปัจจุบันเขามีน้ำหอมแล้วประมาณ 15 รุ่นด้วยกัน ผู้ซึ่งเป็นนักปรุงน้ำหอมให้มีหลากหลายคนเช่น Nathalie Lorson, Alberto Morillas, Thierry Wasser, Francis Deleamont และ Jean Jacques


น้ำหอมตัวล่าสุดของเขาคือ Pirouette เป็นน้ำหอมผู้หญิง โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากโลกแห่งบัลเลต์ น้ำหอมประกอบด้วย bergamot, black currant, plum, rose, freesia, iris, lily of the valley, orchid, jasmine, cocoa beans, white musk, amber, cedar, vanilla และ patchouli


Angel Schlesser Pirouette เป็นน้ำหอมประเภท Eau De Toilette ที่ผลิตออกมามีขนาด 30 ml., 50 ml., 100 ml.

วันพุธที่ 4 เมษายน พ.ศ. 2555

น้ำหอม Yves Rocher Flowerparty Summer

น้ำหอม Yves Rocher Flowerparty Summer


หลังจาก Yves Rocher เคยเปิดตัวน้ำหอมอย่าง Flowerparty และ Flowerparty Limited Edition 2011 ไปแล้ว ในเร็วๆนี้ Yves Rocher จะทำให้แฟนๆตื่นเต้นอีกครั้งกับน้ำหอมใหม่ในรูปเวอร์ชั่นใหม่คือ Flowerparty Summer โดยที่น้ำหอมตัวนี้จะเป็นน้ำหอมกลิ่นแนวผลไม้ดอกไม้ ตัวขวดถูกตกแต่งด้วยดอกไม้เล็กๆที่อบอุ่นและสีสันสดใส


Flowerparty Summer จะออกสู่สายตาคนทั้งโลกในเดือนเมษายน 2555 นี้แล้ว และผลิตออกมาในจำนวนจำกัด น้ำหอมนี้จะทำให้วันร้อนๆของคุณสดชื่นและสว่างสดใสไปกับกลิ่นไซตรัสที่มีส่วนประกอบเป็นเลมอนและน้ำส้มแมนดาริน แล้วผสมด้วยกลิ่นของดอกไม้ที่จะทำให้คุณยากที่จะต่อต้าน


การออกแบบดีไซน์ของขวดยังคงยึดแบบเดิม แต่แตกต่างกันที่การตกแต่งและสีสันที่ให้สีสันที่หลากหลายของดอกไม้เล็กๆและใหญ่ๆ ขณะที่ฝาเป็นรูปทรงดอกไม้สีชมพูเกือบแดง น้ำหอมถูกผลิตออกมาเป็นน้ำหอมประเภท Eau De Toilette ที่มีปริมาณ 30 ml., 50 ml., 100 ml.และมีผลิตภัณฑ์อื่นที่เป็นเจลอาบน้ำอีกด้วย

วันศุกร์ที่ 23 มีนาคม พ.ศ. 2555

การออกแบบขวดน้ำหอม

การออกแบบขวดน้ำหอม
น้ำหอมนั้นถือเป็นสิ่งที่มีค่าในหลายวัฒนธรรมมาตั้งแต่ในยุคโบราณ โดยคุณค่าของนั้นไม่ได้อยู่แค่เพียงที่ตัวน้ำหอมเท่านั้นแต่ยังอยู่ที่ตัวขวดหรือตัวภาชนะที่บรรจุน้ำหอมอีกด้วย โดยขวดน้ำหอมของคนในแต่ละวัฒนธรรมนั้นก็มีความแตกต่างทั้งวัสดุที่นำมาทำขวดน้ำหอม และยังมีรูปร่างที่แตกต่างกันอีกด้วย

ขวดน้ำหอมที่เก่าแก่ที่สุดเท่าที่ได้มีการค้นพบนั้นเป็นขวดน้ำหอมที่มาจากยุคอียิปต์ ซึ่งขวดน้ำหอมนั้นทำมาจากหินและหินอ่อนสีขาวที่เรียกว่า alabaster สาเหตุที่คนอียิปต์เลือกหินประเภทนี้มาทำขวดน้ำหอมเนื่องมาจากหินประเภทนี้สามารถเก็บความเย็นได้เป็นอย่างดีจึงทำให้น้ำหอมที่บรรจุอยู่ภายในมีอุณหภูมิเย็นอยู่ตลอดจึงสามารถคงกลิ่นที่หอมอยู่ได้นานขึ้น

ขวดน้ำหอมอีกรูปขวดน้ำหอมอีกรูปแบบหนึ่งที่พบได้มากเช่นกันในสมัยอียิปต์นั้นคือภาชนะน้ำหอมที่ทำจากเครื่องปั้นดินเผา ซึ่งมีรูปร่างหลากหลายทั้งรูปเลียนแบบของคน สัตว์หรือเทพเจ้า ซึ่งแสดงความคิดสร้างสรรและคตินิยมของคนในยุคสมัยนั้นได้เป็นอย่างดี ขวดน้ำหอมจำนวนมากถูกพบในสุสานของคนอียิปต์ซึ่งขวดน้ำหอมที่ใช้ในพิธีการฝังศพนั้นจะทำมาจากไม้ซี่งมีรูปร่างที่แตกต่างกันไปตามชนิดของน้ำหอมที่บรรจุอยู่ภายใน

ในช่วงศตวรรตที่ 13 ถึง 18 ได้มีนำกระเบื้องเคลือบมาใช้ทำเป็นจานชามหรือภาชนะต่างกันเป็นอย่างแพร่หลายซึ่งได้มีการนำกระเบื้องเคลือบมาทำเป็นขวดหรือจานผสมน้ำหอมด้วยเช่นกัน ซึ่งแม้ขวดน้ำหอมกระเบื้องเคลือบที่คนธรรมดาในนยุคนั้นใช้กันทั่วไปมักไม่มีการตกแต่งที่หรูหรามากนักเนื่องจากขวดน้ำหอมนั้นถือเป็นของธรรมดาที่ใช้กันแพร่หลายจนถือเป็นหนึ่งในสิ่งจำเป็นพื้นฐานของคนทั่วไปในช่วงนั้นเลยทีเดียว

ขวดน้ำหอมที่ทำจากแก้วนั้นได้มีเริ่มมีการนำมาใช้ประเทศแถบอาหรับตั้งแต่ 1500 ปีก่อนคริสตกาล ข้อดีของขวดน้ำหอมที่ทำจากแก้วนั้นคือสามารถกั้นไม่ให้อากาศผ่านเข้าหรือออกจากขวดได้ทำให้น้ำหอมไม่ระเหยออกไปจากขวดเก็บอีกทั้งขวดแก้วยังมีน้ำหนักที่เบาทำให้สามารถหยิบใช้หรือพกพาได้่ง่ายจึงทำให้ขวดแก้วเป็นที่นิยมใช้กันอย่างมากในการเก็บน้ำหอม

โดยขวดน้ำหอมแก้วนี้ได้แพร่หลายไปทั่วโลกตามเส้นการค้าของชาวอาหรับ โดยในช่วงเวลาต่อมาเมื่อกระบวนการในการทำแก้วมีการพัฒนาขึ้นจึงทำให้ช่างทำขวดแก้วสามารถสร้างแก้วที่มีสีสรรที่หลากหลายและสวยงามได้มากขึ้น ซึ่งการใช้น้ำหอมในพิธีศพนั้นยังพบได้ในสุสานโบราณของคนในประเทศอาหรับทั้งหลายในแถบปาเลสไตย

เช่นเดียวกับที่พบกันในยุคอียิปต์ โดยภาชนะน้ำหอมในแถบอาหรับนั้นมีลักษณะเป็นขวดแก้วทรงสูงขนาดใหญ่ที่มีคอขวดยาวและแคบ ซึ่งการใส่ขวดน้ำหอมไว้ในสุสานของชาวอาหรับนั้นมีจุดประสงค์เพื่อช่วยในการกลบกลิ่นของศพ

ประเทศในทวีปยุโรปนั้นมีการใช้น้ำหอมกันอย่างแพร่หลายมายาวนาน โดยในช่วงศตวรรตที่ 17 ถึง 19 นั้นการใช้น้ำหอมที่หรูหรานั้นจะจำกัดอยู่แค่กลุ่มชนชั้นสูงหรือพวกขุนนางและคนในราชวงศ์เสียเป็นส่วนมาก ขวดน้ำหอมที่ใช้กันในประเทศแถบยุโรปนี้จึงมีลักษณะที่หลากหลายมาก โดยวัสดุที่นำมาใช้ทำขวดน้ำหอมนั้นมีทั้งที่ทำมาจากแก้ว ทอง เงิน กระเบื้องเคลือบ อัญมนี หรือแม้แต่เปลือกหอยอีกด้วย

ส่วนภาชนะที่ใช้บรรจุเครื่องหอมที่ประเภทเผาเพื่อให้กลิ่นก็มีการออกแบบเป็นทั้งแบบกระถางเพื่อวางบนโต๊ะอาหารหรือ ตามบริเวณต่างๆในบ้านและมีทั้งแบบที่เป็นภาชนะที่เป็นเครื่องแขวนเพื่อนำมาใช้ห้อยเพื่อให้กลิ่นกระจายไปได้ทั่วบริเวณที่ต้องการ ซึ่งภาชนะแบบนี้ยังได้มีการนำมาใช้ในการทำพิธีการทางศาสนาในโบสถ์ตั้งแต่ในสมัยอดีตจนถึงในยุคปัจจุบันอีกด้วย

ในช่วงศตวรรตที่ 17 ศูนย์กลางของอตสหกรรมน้ำหอมในยุคต้นนั้นจะอยู่ที่ประเทศฝรั่งเศสเสียเป็นส่วนมาก และเมื่อเวลาผ่านไปจนถึงยุคศตวรรตที่ 18 เครื่องหอมที่ใช้ในยุคนั้นจะมีลักษณะเป็นของเหลวหรือครีม (pomade) ที่มีสารตัวทำละลายหลักเป็นแอลกอฮอล์และกรดน้ำส้มเป็นส่วนมาก ส่วนโทนกลิ่นที่นิยมในช่วงต้นของยุคนี้ก็ได้แก่กลิ่นที่หอมอย่างโดดเด่นแบบเครื่องหอมหรือ Aromatic Note ไปจนถึงช่วงปลายยุคผู้คนจึงเริ่มที่จะหันมานิยมโทนกลิ่นแบบนุ่มนวลละเอียดอ่อนแบบดอกไม้หรือ Floral Note กันมากขึ้น

ผู้คนสมัยโบราณมักจะนำกล่องเล็กๆที่บรรจุเครื่องหอมหรือน้ำหอมไว้ภายในเพื่อให้สามารถนำน้ำหอมมาใช้นอกสถานที่ได้อย่างสะดวกขึ้น ซึ่งต่อมาภาชนะบรรจุน้ำหอมนั้นยจึงได้มีการพัฒนาโดยมีการออกแบบรูปร่างให้เหมือนกับเครื่องประดับเพื่อให้สามารถใช้ใส่กับชุดเสื้อผ้าแบบต่างๆได้ด้วย เช่นมีการออกแบบขวดน้ำหอมเป็นเข็มกลัดติดที่อกเสื้อหรือที่เข็มขัด สร้อยคอ กำไล และ แหวน อีกทั้งยังได้มีการนำช่างอัญมนีและช่างทองที่มีฝีมือมาช่วยในการสร้างสรรให้ขวดน้ำหอมดูสวยงามมากขึ้นอีกด้วย

รูปแบบของขวดน้ำหอมนั้นได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากในช่วงปลายศตวรรตที่ 19 โดยได้เริ่มนำแนวความคิดของศิลปะเข้ามาผสมผสานกับแนวความคิดของการออกแบบขวดน้ำหอมมากขึ้น ซึ่งรูปแบบของศิละปะที่ได้รับความนิยมจากผู้คนทั้งในทวีปยุโรปและ อเมริกาในช่วงเวลานั้นคือศิลปะในรูปแบบ Art Nouveau

ซึ่งเป็นรูปแบบของศิลปะและการออกแบบที่ได้แรงบันดาลใจมาจากรูปทรงของพืชและดอกไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งความนิยมต่อศิลปะแบบ Art Nouveau ยังได้รับความนิยมในการออกแบบตรายี่ห้อน้ำหอมหรือกล่องใส่ขวดน้ำหอมในช่วงเวลานั้นอีกด้วย ตัวอย่างของขวดน้ำหอมที่ออกแบบในช่วงนั้นได้แก่

น้ำหอม Bouquet Nouveau ซึ่งออกแบบโดยบริษัท Roger & Gallet perfumeและน้ำหอม Royal Vaissier ซึ่งออกแบบขวดโดย Cristalleries de Baccarat ที่ได้นำรูปสัญลักษณ์ของดอกลิลลี่ที่เรียกว่า Fleur-de-lis มาใช้ประดับบนขวด สัญลักษณ์ Fleur-de-lis นี้เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้กันอย่างแพร่ในฝรั่งเศสซึ่งมีการนำมาใช้ทั้งในลวดลายของผ้า ในสถาปัตยกรรมก่อสร้าง หรือแม้แต่ในตราประจำเมืองหรือตรายศของกลุ่มอัศวินที่เรียกว่า Coat of Arms อีกด้วยซึ่งในปัจจุบันสัญลักษณ์นี้ยังคงพบเป็นได้เช่นในสัญลักษณ์ขององค์การลูกเสือ

เมื่อเข้าสู่ต้นศตวรรตที่ 20 รูปแบบขวดน้ำหอมที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในช่วงเวลานั้นคือการออกแบบขวดน้ำหอมแบบแก้วใสหรือ คริสตอล ซึ่งช่วยเพิ่มความรู้สึกทีดูหรูหราให้กับน้ำหอมได้เป็นอย่างดี ในส่วนฝาของน้ำหอมนั้นมักออกแบบโดยใช้สีของโลหะที่ดูแวววาวเข้ากับความสว่างใสของตัวขวดแก้ว

ในช่วงปี 1910 เป็นยุคที่ความรู้และแนวคิดในเชิงจิตวิทยาได้เริ่มต้นขึ้นและ ได้ส่งผลกระทบต่อความคิดและมุมมองของผู้คนที่มีต่อวัฒนธรรมอย่างชัดเจนซึ่งส่งผลต่อแนวความคิดในงานออกแบบขวดน้ำหอมด้วยเช่นกัน ในยุคนี้เป็นยุคที่น้ำหอมที่ขายตามท้องตลาดเริ่มมีการแบ่งประเภทไปตามการใช้ในช่วงเวลาต่างๆอย่างเช่น การแบ่งน้ำหอมที่ใช้ในการออกงานกลางวันหรือกลางคืน รวมถึงน้ำหอมสำหรับเฉพาะตามฤดูกาลและได้มีการทำน้ำหอมเฉพาะบุคคลอีกด้วย

ขวดน้ำหอมที่เป็นตัวอย่างของแนวคิดในช่วงเวลานี้ก็คือ น้ำหอม Voila pourquoi j'aimais Rosine ของ Guerlain ซึ่งมีแนวคิดการออกแบบให้เหมือนกับแจกันดอกไม้ โดยส่วนของขวดน้ำหอมจะทำจากแก้วใสมีรูปทรงแบบเดียวกับแจกันและใการนำดอกไม้เทียมมาติดประดับไว้ที่ส่วนของคอขวดเพื่อช่วยบังส่วนฝาขวดจะอยู่ใต้ช่อดอกไม้ ซึ่งแนวคิดการออกแบบขวดน้ำหอมเป็นแจกันดอกไม้นี้ได้ถูก Guerlain นำมาใช้อีกครั้งในการออกแบบขวดน้ำหอม Muguet ซึ่งมีการนำผ้าบางๆมาทำการม้วนเป็นรูปร่างของดอกไม้ประดับที่คอขวด

แนวคิดการออกแบบขวดน้ำหอมที่แปลกใหม่นี้ได้รับการตอบรับจากตลาดอย่างดีเยี่ยมซึ่งส่งผลให้ความหลากหลายในการออกแบบขวดน้ำหอมมีการขยายตัวออกไปอย่างมาก โดยตัวอย่างขวดน้ำหอมที่มีแนวคิดในการออกแบบที่หลากหลายในช่วงเวลานั้นก็ได้แก่ ขวดน้ำหอม Le Mouchoir de Monsieur ของ Guerlain

ซึ่งมีการออกแบบขวดที่ทำจากแก้วหนาที่เป็นรูปทรงสามเหลี่ยมและมีลวดลายบนขวดเป็นลวดลายคล้ายกับน้ำวนหรือลายก้นหอยประดับอยู่ทุกด้าน น้ำหอม Rediviva ที่ออกแบบโดย Compagnie Francais ซึ่งได้ออกแบบขวดที่มีรูปทรงคล้ายกับกาน้ำที่ใช้ใส่กาแฟและขวดน้ำหอม Illusion ที่ออกแบบโดย Dralle นั้นมีการออกแบบกล่องใส่ขวดน้ำหอมที่ทำจากโลหะสีเงิน มีรูปทรงคล้ายกับประภาคารเรือ

โดยนักปรุงน้ำหอมที่มีชื่อเสียงในช่วงเวลานั้นก็คือ Francois Coty ซึ่งเขาไม่เพียงเป็นนักปรุงน้ำหอมเท่านั้นเขานับเป็นนักออกแบบขวดน้ำหอมและนักธุรกิจในวงการอุตสาหกรรมน้ำหอมที่ยอดเยียมอีกด้วย โดยFrancois Coty ได้ออกแบบขวดน้ำหอมสำหรับน้ำหอมที่เขาผลิตเองเช่น น้ำหอม Rene Lalique, Au Coeur des Calices, L'Entrainement และ Ambre Antique ได้อย่างสวยงามและมีน้ำหอมบริษัทอื่นได้เชิญเขาไปช่วยทำการออกแบบขวดน้ำหอมให้อีกด้วยเช่น Houbigant, Roger et Gallet, D'Orsay, Forvil, Arys และ Molinard

ในยุคหลังปี 1920 เป็นช่วงเวลาที่สงครามโลกครั้งที่ 1 เพิ่งจะสงบลงนั้น น้ำหอมได้มีการแพร่หลายจากทางทวีปยุโรปเข้าสู่ทวีปอเมริกาผ่านทหารอเมริกันที่มาทำการรบในยุโรปแถบกรุงปารีสและได้นำน้ำหอมติดตัวกลับเข้ามาด้วย ซึ่งเป็นการจุดเริ่มต้นของกระแสความนิยมน้ำหอมในอเมริกาจนส่งผลให้นักปรุงน้ำหอมและบริษัทน้ำหอมในยุโรปมากมายได้เข้ามาเริ่มลงทุนในอเมริกากันมากมาย

โดยลักษณะแฟชั่นที่ได้รับความนิยมในช่วงนั้นจะเป็นแฟชั่นแบบงานคาร์นิวอลหรือที่เรียกว่างานเทศกาลแบบ masquerade ball ซึ่งมีลักษณะการแต่งตัวที่หรูหราและมีการให้ผู้มาร่วมงานใส่หน้ากากด้วย ซึ่งแนวความคิดนี้ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อการออกแบบขวดน้ำหอมเช่นเดียวกัน โดยตัวอย่างของขวดน้ำหอมและกล่องใส่ขวดน้ำหอมที่ได้รับอิทธิพลจากแนวความคิดแบบนี้ก็มีตัวอย่างเช่น น้ำหอม Masque Rouge ของ Guerlain ที่มีการใช้รูปหน้าจากสีแดงมาเป็นรูปสัญลักษณ์บนกล่องน้ำหอมตัวนี้

ส่วนน้ำหอม Mascarades ของ Cherigan ก็ได้ใช้รูปหน้าที่คล้ายกับหน้ากากสีทองและมีละอองผนสีทองลอยอยู่ด้านบนและมีพื้นหลังเป็นสีดำ เป็นสัญลักษณ์เช่นกัน สิ่งที่เป็นเอกลักษณ์อีกอย่างหนื่งของงานคาร์นิวอลนอกจากหน้ากากนั้นก็คือตัวตลกหรือ Harlequin นั้นเอง ซึ่งน้ำหอม Arlequinade ของ Rosine ก็นำลักษณะการแต่งตัวของตัวตลกในงานคาร์นิวอลนี้มาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบขวดน้ำหอมด้วย

โดยลักษณะขวดน้ำหอมชนิดนี้จะมีลักษณะลวดลายเป็นผลึกแก้วทรงสามเหลี่ยม ส่วนตัวฝาจะเป็นสีเขียวเข้มซึ่งคล้ายกับสีหมวกของตัวตลกที่เป็นสีเขียวและส้ม ในส่วนของการออกแบบกล่องใส่ขวดน้ำหอมจะมีลวดลายรูปทรงสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดสีเหลืองแดงสดใสเหมือนสีเสื้อชุดตัวตลกเช่นเดียวกัน ลักษณะขวดน้ำหอมที่ได้รับความนิยมอีกแแบบหนึ่งคือขวดน้ำหอมแบบแก้วคริสตอลใส

อย่างเช่นขวดของน้ำหอม Silver Butterfly ของ Delettrez โดยขวดน้ำหอมนี้ออกแบบโดยบริษัท Baccaratลักษณะการออกแบบจะใช้คริสตอลสีชมพูใสมาทำเป็นตัวขวดและประดับด้วยโลหะสีเงินวาวทำเป็นลวดลาย น้ำหอมที่เป็นที่นิยมอีกตัวหนึ่งในช่วงนั้นคือ Chanel No 5 ซึ่งแม้จะมีการออกแบบขวดที่เป็นทรงขวดสี่เหลี่ยมธรรมดา ซึ่งเป็นการนำแนวคิดของการออกแบบขวดน้ำหอมผู้ชายมาใช้ในการออกแบบน้ำหอมผู้หญิงเป็นครั้งแรกซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดของน้ำหอมตัวนี้ที่ต้องการจะสร้างแนวคิดของความเข้มแข็งและเท่าเทียมกับผู้ชายให้กับเหล่าผู้หญิงในช่วงเวลานั้น

ในช่วงปี 1929 นั้นได้เกิดเหตุการณ์หุ้นตกครั้งใหญ่ในสหรัฐ (Wall Street Crash of 1929) นั้นทำให้บริษัทน้ำหอมมากมายได้รับผลกระทบเช่นเดียวกับบริษัททำขวดน้ำหอมทั้งหลาย โดยมีเพียงบริษัทใหญ่เช่น Baccarat,Brosse และ Lalique ที่สามารถประคองตัวให้รอดพ้นจากวิกฤตในครั้งนั้นได้ ในช่วงยุคอุตสหกรรมนั้นลักษณะของขวดน้ำหอมในช่วงนั้นจะได้แรงบันดาลใจมาจากสภาพแวดล้อมแบบเมืองซึ่งแตกต่างกับในสมัยก่อนที่การออกแบบขวดน้ำหอมจะมีแนวคิดจากสิ่งต่างๆในธรรมชาติ ขวดน้ำหอมส่วนมากจะมีลักษณะที่เรียบง่ายเนื่องจากมีการนำเครื่องจักรเข้ามาทำการผลิตขวดน้ำหอมแทนคนเป็นส่วนใหญ่

โดยตัวอย่างของขวดน้ำหอมที่ได้แรงบันดาลใจจากสภาพแวดล้อมเมืองนั้ได้แก่ น้ำหอม Je Reviens ของ worth ซึ่งได้แนวความคิดการออกแบบขวดและกล่องน้ำหอมมาจากลักษณะของตึกสูงที่พบได้ทั้วไปใน New York โดยลักษณะขวดจะเป็นขวดแก้วทรงสี่เหลี่ยมเหมือนทรงตึกสูงสีฟ้า ลวดลายบนขวดจะเหมือนกับลวดลายหน้าต่างของตึกสูงเช่นกัน

ส่วนน้ำหอมที่มีแรงบันดาลใจจากสิ่งประดิษฐ์สมัยใหม่ก็คือ น้ำหอม Normandie ของ Jean Patou ที่มีได้แรงบันดาลใจจากเรือเดินสมุทร Normandie ที่เป็นเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่และหรูหรามากที่สุดในเวลานั้นเหล่าผู้โดยสารที่ซื้อตั๋วชั้น first class จะได้รับแจกน้ำหอมชนิดนี้เป็นของกำนัลในทุกรอบที่เดินทางโดยที่ขวดน้ำหอมนี้จะออกแบบให้เหมือนกับโมเดลของเรือ Normandie ในส่วนตรงกลางของโมเดลจะมีช่องรูปทรงกระบอกที่ใส่ขวดน้ำหอมไว้ด้านใน

เมื่อเข้าสู่ยุคของสงครามโลกครั้งที่ 2 นั้นทำให้ธุรกิจน้ำหอมที่หมดหยุดชะงักไปอย่างสิ้นเชิงจนกระทั่งเมื่อสงครามสงบลงบริษัทน้ำหอมก็ค่อยๆเริ่มตั้นตั้งตัวใหม่ น้ำหอมที่ได้รับความสนใจในช่วงนั้นก็อย่างเช่น น้ำหอม Miss Dior จากChristian Dior ซึ่งได้บริษัท Baccarat มาช่วยในการออกแบบขวดให้

โดยขวดจะทำจากคริสตอลใสให้ความรู้สึกสง่างามส่วนทาง Nina Ricci ก็ได้ออกน้ำหอม L'Air du Temps ซึ่งมีการออกแบบที่เน้นแนวคิดแบบโรแมนติกซึ่งเป็นที่นิยมของกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นอย่างมาก การออกแบบนั้นจะใช้ขวดที่ทำจากแก้วใสและฝาปิดจะมีการออกแบบจากรูปทรงของนกพิราบขาวหรือ Dove ส่วนตัวกล่องและสีน้ำหอมจะเป็นสีเหลืองทองให้ความรู้สึกสว่างและสดใส

ช่วงหลังปี 1950 เป็นต้นมาแนวคิดของการออกแบบขวดน้ำหอมได้ทีการผสมผสานที่หลากหลายทั้งจากแนวคิดจากธรรมชาติและจากสภาพแวดล้อมเมืองเข้าด้วยกันได้เป็นอย่างดี แนวคิดของการออกแบบขวดน้ำหอมในยุคใหม่นี้จะมีแนวคิดของการสร้างความเป็นเอกลักษณ์ให้แก่น้ำหอมแต่ละตัวอย่างชัดเจน นักออกแบบขวดน้ำหอมที่เริ่มมีชื่อเสียงในยุคนี้ก็ได้แก่ Pierre Dinand ที่เน้นการออกแบบขวดน้ำหอมที่มีสไตล์แบบสมัยใหม่โดยมักใช้รูปทรงเรขาคณิตต่างๆในการออกแบบอีกทั้งยังได้มีการนำพลาสติงแข็งมาทำเป็นขวดน้ำหอมด้วย นักออกแบบขวดน้ำหอมอีกคนที่เริ่มมีชื่อเสียงในช่วงนี้คือ Serge Mansau ที่เน้นการออกแบบจากภาพลักษณ์ที่มาจากธรรมชาติเป้นหลัก ส่วนบริษัทออกแบบขวดน้ำหอมที่มีมาตั้งแต่ยุคแรกเช่น Baccarat และ Lalique นั้นก็ยังคงรักษาเอกลักษณ์ในการออกแบบขวดน้ำหอมที่ดูหรูหราและมีคุณภาพสูงอยู่ต่อไป ในด้านความหรูหรานั้นขวดน้ำหอมในยุคนี้ก็ยังคงความหรูหราไม่น้อยไปกว่าในยุคเดิม โดยได้มีการนำช่างทำอัญมนีมากมายมาร่วมทำงานในการออกแบบขวดน้ำหอมกันมากขึ้น

วันอังคารที่ 13 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence

น้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence

จากผลงานน้ำหอม Davidoff Cool Water ที่ได้ผลิตออกมาครั้งแรกในปี 1996ซึ่งเป็นหนึ่งในผลงานน้ำหอมที่สร้างชื่อให้กับ Davidoff ให้เป็นที่รู้จักกันได้เป้นอย่างดีตัวหนึ่งและ ยังเป็นน้ำหอมที่ได้สร้างชื่อให้กับน้ำหอมโทนกลิ่นสาย Oceanicได้เป็นที่รู้จักกันในวงการน้ำหอมได้อีกด้วย


โดยในปี 2012 นี้ทางบริษัท Davidoff ได้นำเอาน้ำหอม Cool Water นี้มาทำการผลิตใหม่ในรูปแบบ EDP โดยใช้ชื่อว่า Davidoff Cool Water Sensual Essence ซึ่งได้แรงบันดาลใจมาจากภาพทิวทัศน์แสงสีทองจากดวงอาทิตย์ที่สะท้อนกับผืนน้ำกว้างใหญ่ของมหาสมุทรนั่นเอง


โดยน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence นี้เป็นผลงานการสร้างสรรของนักปรุงน้ำหอม Nathalie Lorson ซึ่งเขามีความพยายามที่จะสร้างสรรกลิ่นที่ได้จากการผสมผสานกลิ่นของดอก Frangipani หรือดอกลีลาวดีเข้ากับโทนกลิ่นที่หวานและอบอุ่นของวนิลา


โดยแนวคิดทางกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้จะเป็นโทนกลิ่นที่เน้นความรู้สึกที่งดงาม สว่างไสว ละเอียดอ่อน และน่าประทับใจ ซึ่งเป็นแนวคิดที่มาจากปรรยากาศภาพทิวทัศน์ของมหาสมุทรในช่วงเวลาอาทิตย์ใกล้ตกดินนั่นเอง โดยทนกลิ่นของน้ำหอมนี้จะมีการนำเอาโทนกลิ่นแบบ Woody Noteที่ช่วยเพิ่มความรู้สึกที่อ่อนโยนน่าประทับใจให้กับน้ำหอมตัวนี้ มาใช้แทนโทนกลิ่นแบบ Oceanicหรือ Watery Note ที่ให้ความรู้สึกชุ่มชื่นซึ่งได้เคยใช้ในน้ำหอม Davidoff Cool Water ตัวเดิมมาแล้ว ซึ่งโทนกลิ่นของน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence นี้จะเป็นโทนกลิ่นแบบ Floral และ Fruity ที่ผสานด้วยโทนกลิ่นแบบ Woody Note


โดยกลิ่น Top Note ของน้ำหอมตัวนี้จะเป็นกลิ่นที่ให้ความรู้สึกหวาน สดชื่นที่คล้ายคลึงกับความรู้สึกสดชื่นที่มีในน้ำหอม Davidoff Cool Water ตัวเดิม อันเป็นกลิ่นของ มะกรูด และ Red Berries ส่วนของกลิ่น Heart Note นั้นจะเป็นกลิ่นหอมที่เป็นเอกลักษณ์ของดอกลีลาวดีและ ดอกกล้วยไม้ และ Base Note จะเป็นกลิ่นที่หอมอย่างนุ่มนวลและ อบอุ่นของวนิลา, น้ำมันไม้หอม และกลิ่น Musk โดยกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้เหมาะที่จะใช้ในช่วงเวลากลางวันหรือ ช่วงฤดูใบไม้ผลิมากที่สุด


ในส่วนของการออกแบบขวดนั้นน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence จะใช้ขวดที่มีลักษณะเดียวกับน้ำหอม Davidoff Cool Water ตัวเดิมแต่ ได้มีการเปลี่ยนสีหลักที่ใช้จากเดิมที่เป้นสีน้ำเงินใสไปเป็นสีทองสว่างทั้งในส่วนของตัวขวดน้ำหอมและ ตัวกล่องน้ำหอม ในส่วนของตัวขวดและฝาขวดจะมีวงแหวนสีทองเงาประดับอยู่ ซึ่งเป็นสีที่มาจากแนวคิดของสีทองจากแสงอาทิตย์ที่สะท้อนบนผิวน้ำทะเล โดยน้ำหอม Davidoff Cool Water Sensual Essence นี้จะเป็นน้ำหอมประเภท EDP ที่ผลิตออกมาในขนาดบรรจุ 30, 50 และ 100ml

วันอาทิตย์ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำหอม La Perla In Rosa by La Perla

น้ำหอม La Perla In Rosa by La Perla


ผลงานน้ำหอมตัวใหม่จากบริษัท La Perla โดยน้ำอมตัวนี้มีชื่อว่า La Perla In Rosa ซึ่งเป็นน้ำหอมที่มีโทนกลิ่นที่เน้นความสดชื่นและ มีชีวิตชีว อันสื่อได้ถึงแนวคิดของการสร้างสรรกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้ที่มาจากภาพลักษณ์ของความมีเส่นห์อันเย้ายวนของผู้หญิงที่เต็มไปด้วยน่ารัก สดใส แฝงด้วยความซุกซน ขี้เล่น และชอบใช้ชีวิตในแบบอิสระเป็นหลัก

บริษัท La Perla นี้เป็นบริษัทสัญชาติอิตาเลี่ยนที่ได้เริ่มเปิดกิจการในปี 1954 โดยมีผลิตภัณฑ์หลักคือสินค้าประเภทชุดชั้นในสตรีที่มีรูปแบบอันเป็นเอกลักษณ์โดดเด่นและ สวยงามจนทำให้ชื่อเสียงของบริษัท La Perla เป็นที่รู้จักกันเป็นอย่างดี และต่อมาในปี1970 ทางบริษัทได้ทำการขยายขอบเขตทางธุรกิจมาสู่ธุรกิจการผลิตชุดว่ายน้ำ ก่อนที่จะทำการขยายขอบเขตทางธุรกิจมาที่วงการผลิตน้ำหอมในเวลาต่อมา

โดยในปี 1986 ทางบริษัทได้ทำสร้างน้ำหอมตัวแรกของบริษัทออกสู่ตลาดในชื่อ La Perla by La Perla ซึ่งต่อมาได้เป็นที่รู้จักกันทั่วไปในชื่อ Original La Perla โดยน้ำหอมตัวนี้มีโทนกลิ่นแบบ Floral Cypre อันเป็นผลงานของนักปรุงน้ำหอม Pierre Wargnye และมีรูปแบบขวดที่ออกแบบมาจากลักษณะทรวดทรงของผู้หญิงซึ่งได้นักออกแบบ Pierre Dinandมาช่วยออกแบบให้

จนกระทั่งถึงยุค 1990 บริษัทได้ทำการขยายขนาดของธุรกิจออกไปสู่ระดับนานาชาติและ เมื่อถึงปี 2008 บริษัท La Perla ได้ถูกซื้อไปโดยกลุ่มบริษัทเงินทุน JH Partners และได้ทำสัญญาความร่วมมือทางธุรกิจกับบริษัท Morris Profumi ให้เข้ามาช่วยในส่วนของการออกแบบผลิตภัณฑ์น้ำหอมต่อมาจนกระทั่งปัจจุบัน

ลักษณะกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้จะเป็นการผสมผสานกลิ่นแบบ modern chypre และ aromatic fruity เข้าด้วยกัน โดยมีโทนกลิ่นหลักเป็นกลิ่นของดอกไม้อันแสดงถึงความมีเสน่ห์ของผู้หญิง ผสมด้วยกลิ่นหอมที่ละเอียดอ่อนแบบ Woody Note เสริมด้วยโทนกลิ่นหอมแบบน่ารัก สดใสแบบ Powdery Note ผสานกับกลิ่นหอมที่ให้ความสดชื่นมีชีวิตชีวาของกลิ่นแบบ Fruity Note

โดย Top Note ของน้ำหอมตัวนี้จะเป็นกลิ่นหอมที่เน้นความสดชื่นแบบ Fruity Note เป็นหลักอันประกอบด้วยกลิ่นของ ราสเบอร์รี่, ลูกแพร์ และ Pink Pepper

ในส่วนของ Heart Note จะเป็นโทนกลิ่นที่ได้จากกลิ่นหอมของดอกไม้อันได้แก่กลิ่นของ ดอกกุหลาบ, ดอก Violet และ ดอก Cyclamen และ Base Noteจะเป็นกลิ่นหอมที่เน้นความหวาน สดใสของ Powdery Note และ Woody Noteซึ่งมาจากกลิ่นของ patchouli, ไม้จันทน์และ ยางไม้หอม

ในส่วนของรูปแบบขวดนั้นยังคงใช้ขวดที่ทำจากแก้วซึ่งมีรูปทรงคล้ายทรงถ้วยมีตราชื่อน้ำหอมและชื่อบริษัทประดับอยู่ด้านหน้า ล้อมรอบด้วยกรอบสีทองอ่อนเงาวาว ส่วนของหัวฉีดจะเป็นแบบสเปรย์

มีฝาปิดเป็นพลาสติกสีใสเนื้อขุ่นทรงรูปโค้ง โดยขวดรูปทรงนี้เป็นรูปทรงขวดแบบดั้งเดิมที่ได้เคยใช้กับน้ำหอม La Perla by La Perla จากปี 1987 ด้วยเช่นกัน โดยน้ำหอม La Perla In Rosa นี้เป็นน้ำหอมแบบ EDP ที่มีขนาดบรรจุ 30, 50 และ 80ml

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก
http://www.ohperfume.com

วันอังคารที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำหอม Molinard Habanita

น้ำหอม Habanita นั้นเป็นผลงานการสร้างสรรน้ำหอมตัวแรกของบริษัทน้ำหอม Molinard ซึ่งเป็นบริษัทน้ำหอม niche จากประเทศฝรั่งเศส โดยทางบริษัทได้ทำการผลิตน้ำหอมตัวนี้ออกมาเป็นครั้งแรกในปี 1921 และต่อมาได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความสำเร็จซึ่งทำให้ชื่อMolinard กลายเป็นที่รู้จักกันอย่างดีในวงการน้ำหอมมาจนถึงทุกวันนี้ และในปี 2012 นี้ทางบริษัทก็ได้นำเอาน้ำหอม Habanita Eau de Parfum ออกมาผลิตใหม่ในรูปแบบของ EDP

ในส่วนของรูปแบบกลิ่นนั้น น้ำหอม Molinard Habanita รูปแบบเดิมนั้นจะเป็นน้ำหอมแบบEDT โดยจะมีโทนกลิ่นแบบ Woody-Leather Note เป็นหลักโดยมี Top Note ที่ให้กลิ่นออกเปรี้ยวซึ่งมาจากกลิ่นของ ดอก Orange Blossom, มะกรูด, ราสเบอร์รี่และ ลูกพีช ส่วนของ Middle Note จะเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้อันได้แก่ ดอกมะลิ,กระดังงา, ดอก Lilac,กุหลาบ, Orris Root และ Heliotrope และมี Base Note ที่เป็นโทนกลิ่นหอมอ่อนอบอุ่นแบบ Animalic และ Woody Note ซึ่งได้แก่ ไม้สน Cedar, Oakmoss, ไม้หอม, วนิลา, กลิ่นหนัง, Benzoinและ Musk ซึ่งน้ำหอมตัวนี้จะมีโทนกลิ่นที่เน้นความโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์เป็นอย่างมาก

โดยเอกลักษณ์และ ความโดดเด่นทางกลิ่นนี้ได้ถูกนำมาตีความใหม่ในการสร้างสรรน้ำหอมHabanita รูปแบบใหม่นี้ โดยกลิ่นรูปแบบใหม่ของน้ำหอมตัวนี้ได้ยังคงรักษาลักษณะที่เน้นความโดดเด่นและชัดเจนที่เคยมีอยู่ในรูปแบบเดิมอยู่อย่างชัดเจน โดยน้ำหอม Habanita ที่ออกแบบใหม่นี้จะมี Top Note เป็นกลิ่นของ น้ำมันยางไม้หอม mastic,น้ำมันสกัดจากเมล็ด petit grainและ ดอก geranium ในส่วนของ Middle Note จะเป็นกลิ่นหอมของดอกไม้แบบ Floral Note เป็นหลักซึ่งได้แก่กลิ่นของ ดอกกระดังงา,มะลิ, กุหลาบดอกheliotrope, ดอกmimosa,ถั่ว nutmeg, หญ้าแฝกและ ไม้สน cedar ในส่วนของ Base Note จะเป็นกลิ่นหอมแบบละเอียดอ่อนของ Wood Note ได้แก่ กลิ่น musk, วนิลา, oak moss, patchouliและ ไม้จันทน์


ด้านการออกแบบขวดนั้น ผู้ออกแบบขวดน้ำหอม Habanita นั้นยังคงนำเอาเอกลักษณ์สำคัญของขวดน้ำหอมตัวนี้ซึ่งก็คือลวดลายรูปผู้หญิงที่นั่งถือผืนผ้า กลับมาใช้ในการออกแบบขวดน้ำหอม Habanita ตัวใหม่นี้ด้วย

โดยสำหรับน้ำหอม Habanita รูปแบบเก่านั้นจะใช้ขวดที่ทำจากแก้วสีดำเข้ม ทรงกระบอกสี่เหลี่ยมจัตุรัส ประดับด้วยลวดลายรูปผู้หญิงถือผ้าอยู่รอบขวดและ มีตัวหนังสีสีทองอยู่ด้านล่าง ส่วนฝาจะเป็นฝาสเปรย์สีทองเงาและมีส่วนสายฉีดสเปรย์ที่คลุมด้วยผ้าถักสีขาวติดอยู่กับตัวฝา

ส่วนการออกแบบขวดน้ำหอม Habanita แบบใหม่นี้ยังคงใช้สีหลักเป็นสีดำ โดยขวดจะเป็นสีดำด้านทรงสี่เหลี่ยมแบน มีลวดลายรูปผู้หญิงประดับอยู่รอบขวดเช่นเดิม ส่วนลวดตัวหนังสือบนขวดจะเป็นสีเทาและแดงสดแทนสีทอง ส่วนของฝาจะเป็นฝาสเปรย์สีดำเข้มเหมือนกับสีตัวขวด โดยน้ำหอม Habanita ตัวใหม่นี้ได้ทำการผลิตออกมาในขนาด 50 และ 100 ml

วันจันทร์ที่ 5 มีนาคม พ.ศ. 2555

น้ำหอม Salvador Dali ITISDREAM


น้ำหอมจากแบรนด์อันมีเอกลักษณ์ในรูปปาก วันนี้ได้ออกน้ำหอมตัวใหม่ (อีกแล้ว) ถัดจากน้ำหอม Crazy Kiss ก็มาเป็น ITISDREAM น้ำหอมกลิ่นละมุนละไม ความหอมที่ราวกับความฝันที่ Michel Almairac นักปรุงน้ำหอมชั้นเซียนตั้งใจปรุงและนำเสนอในปีนี้

ITISDREAM เป็นน้ำหอมกลิ่นแนว Floral-Fruity-woody ทีมีความโรแมนติคของหญิงสาวที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความนุ่มนวล ความอ่อนโยนและมองโลกในแง่ดี เป็นน้ำหอมที่คล้ายกับความฝันของหญิงสาวที่มักมองโลกอย่างสวยงามและโรแมนติคอยู่เสมอ

น้ำหอมตัวนี้ได้นำกลิ่นที่เน้นภาพลักษณ์ของความเป็นหญิงสาว,ความสุภาพและความสดชื่นมารวมเข้าด้วยกัน โดยใช้กลิ่นโน๊ตต่างๆช่วยเพิ่มมิติให้กับน้ำหอม โดยใช้โน๊ตแนว Fruity จับความรู้สึกความสนุกสนาน,พลังงานที่เต็มเปี่ยมให้กับน้ำหอมช่วยเพิ่มความสดใสให้กับน้ำหอมได้อย่างดี กลิ่นแนว Flower note แทนความเป็นหญิงสาวที่สดใส ร่าเริง มองโลกในแง่ดี ช่วยเพิ่มความหอมที่นุ่มนวลของน้ำหอมให้โดเด่นขึ้นมา ส่วน Woody note เป็นตัวแทนของความรู้สึกอันอ่อนไหวและความรู้สึกในเบื้องลึกของหญิงสาวเพิ่มเสนย์ที่เย้ายวนใจ ความอบอุ่นให้กับน้ำหอมได้อย่างชาญฉลาด

น้ำหอมตัวนี้เปิดตัวด้วยกลิ่นของผลไม้ต่างๆอย่าง แอปเปิ้ล,เกรฟฟรุ๊ต,และแบล็คเคอแร้นที่สดใหม่ จากนั้นจึงเป็นกลิ่นของดอกไม้หลายชนิดที่ให้ความหอมอ่อนโยนอย่าง ดอกกุหลาบ,ดอกแมกโนเลีย,ดอกผักตบชวา และจากนั้นกลิ่นจะอบอุ่นและเย้ายวนด้วย อำพัน,มัสย์,ต้นสนซีดาร์

Salvador Dali ได้จำหน่ายน้ำหอมในขนาด 30ml,50ml และ 100ml ความเข้มข้นแบบ Eau De Toilette

น้ำหอม Alibis Fragrance for Men โดย Marverick

Marverick Revue Bar ในเมือง Cap Town เป็นบาร์เปลื้องผ้าในอเมริกาใต้ ได้ผุดไอเดียที่ช่วยเหลือลูกค้าของเค้าที่มีทั้งหนุ่มน้อยหนุ่มใหญ่ให้หาข้ออ้างกลับบ้านได้อย่างปลอดภัยหลังจากเลิกจากคลับ ด้วยการออกผลิตภัณฑ์น้ำหอมที่ให้กลิ่นพิเศษเพื่อเป็นข้ออ้างสำหรับภรรยาที่ชอบจับผิด

โดยน้ำหอมของ Maverick นั้นได้ออกแบบมา 3 กลิ่นเพื่อใช้เป็นข้ออ้าง 3 อย่างซึ่งมีชื่อรุ่นต่างๆว่า

"My car broke down"
สำหรับอ้างว่ารถเสียทำให้กลับบ้านดึก โดยกลิ่นนี้จะมีกลิ่นของพวกน้ำมัน,กลิ่นยางไหม้และพวกกลิ่นเหล็กของรถ

"We were out sailing"
สำหรับเป็นข้ออ้างว่า ไปออกทะเลมานะ เลยกลับดึก กลิ่นนี้ก็จะมีกลิ่นของทะเล กลิ่นเกลือ กลิ่นน้ำทะเล และกลิ่นเชือกของเรือ

"I was working late"
สำหรับอ้างว่าทำงานดึกดื่น เลยกลับบ้านช้า โดยจะมีกลิ่นของกาแฟ บุหรี่ กลิ่นสูทขนแกะกลิ่นน้ำหมึก

โดยกลิ่นทั้ง 3 นี้อยู่ในชื่อเซ็ทว่า Alibisซึ่งทางคลับนั้นได้ทำึ้นมาเพื่อเป็นทางเลือกหนึ่งในตลาดน้ำหอม ขยายความเซ็กซี่และและความเชี่ยวชาญ โดยน้ำหอม Alibis นี้ได้นำเสนอใน Concept ว่า ด้วยความแนบเนียนของน้ำหอมนี้จะก่อให้เกิดความน่าสนใจขึ้นมา

สำหรับพ่อบ้านตัวแสบที่ต้องการหามาลองก็คงต้องไปที่อเมริกาใต้เอง เพราะเป็นสินค้าจำหน่ายเฉพาะในบาร์ Maverick เท่านั้นและจะขายสู่ตลาดทั้วไปผ่านทาง ZAR295 ในอนาคตครับ

ขอบคุณบทความดีๆจาก
http://www.ohperfume.com

วันพุธที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

น้ำหอม Salvador Dali Crazy Kiss


ในปีนี้บริษัทน้ำหอม Salvador Dali ได้ทำการสร้างสรรน้ำหอมโดยใช้ชื่อว่าCrazy Kiss ซึ่งเป็นหนึ่งในน้ำหอมอีกตัวในชุดน้ำหอม Kiss Collection โดยทางผู้ผลิตได้ทำการออกแบบกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้ให้เป็นน้ำหอมที่สื่อไปถึงความสุข สนุกสนานมีชีวิตชีวา และการเฉลิมฉลองของผู้หญิง ลักษณะกลิ่นของน้ำหอมตัวนี้จะให้กลิ่นที่สร้างความรู้สึกของความสนุกสนาน ผ่อนคลาย ไร้ความกังวลในมุมมองของผู้หญิงยุคใหม่ซึ่งเต็มไปด้วยความสามารถ พลังงานและ ความกระตือรือร้นในการใช้ชีวิตอยู่ตลอดเวลา โดยการออกแบบทั้งขวดน้ำหอมและกล่องน้ำหอมก็มีการใช้สีสันที่หลากหลายและ สดใสเพื่อแสดงถึงพลังของความสร้างสรรและ ความสวยงามสดใสในชีวิตผู้หญิงยุคใหม่

รูปแบบกลิ่นของน้ำหอม Crazy Kiss นี้จะเป็นงกลิ่นที่ให้ความรู้สึกที่สดใสมีชีวิตชีวา แผงด้วยเสน่ห์ลึกลับของผู้หญิง ลักษณะขวดเป็นรูปทรงกระบอกสูงแสดงถึงความเพรียวบางและ สง่างามในแบบของผู้หญิงสมัยใหม่และ บนขวดก็มีการประดับด้วยเส้นลวดลายที่เหมือนกับริบบิ้นสีสันสดใสที่พันวนไปรอบขวดอันเป็นลักษณะเด่นประจำตัวของขวดน้ำหอมในชุด Kiss Collection นี้ โดยสำหรับขวดของน้ำหอม Crazy Kiss นี้ออกแบบโดย Mikael Carriau ซึ่งจะมีลวดลายหลักๆประกอบด้วยลายริบบิ้น 3 สีอันได้แก่สีน้ำเงินสด สีส้มสว่างใส และ สีชมพูเข้ม ที่พันไปรอบตัวขวด และมีลวดลายรูปริมฝีปากอวบอิ่มสีแดงสดอันเป็นสัญลักษณ์ประจำตัวของบริษัทน้ำหอม Salvador Dali อยู่รอบๆด้วย

โดยน้ำหอม Crazy Kiss นี้เป็นน้ำหอมแบบ Eau De Toilette ที่มีขวดเป็นแบบฝา Spary มี 3 ขนาดบรรจุคือ 100 ml, 50 mlและ 30 ml ซึ่งน้ำหอมตัวนี้มีลักษณะกลิ่นในแบบ เบาสบาย และสดใสซึ่งเหมาะกับอากาศช่วงฤดูใบไม้ผลิ หรือฤดูร้อน ทำให้สามารถใช้ได้ตลอดทั้งวัน ซึ่งโอกาสที่เหมาะสมกับการใช้น้ำหอมตัวนี้ควรจะใช้กับงานที่ไม่ค่อยเป็นทางการมากนัก

สามารถเลือกซื้อน้ำหอมได้ที่ร้าน http://www.WeAreCharming.com
สอบถามข้อสงสัย sale@wearecharming.com หรือโทร 080 551 2261

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก
http://www.ohperfume.com

วันพุธที่ 15 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

การแบ่งประเภทของน้ำหอมแบบยุคใหม่

การแบ่งประเภทของน้ำหอมแบบยุคใหม่

นับจากปี 1945 เป็นต้นมา กระบวนการในการสร้างน้ำหอมได้มีการพัฒนาไปตามเทคโนโลยีสมัยใหม่ทั้งทางด้านของ ส่วนประกอบ, การออกแบบ, กระบวนการสกัดและสังเคราะห์กลิ่นทางเคมีต่างๆ รวมไปถึงลักษณะของวิถีชีวิตของคนที่ได้เปลี่ยนแปลงเข้าสู่ยุคสมัยของอุตสาหกรรมและสังคมเมืองมากขึ้น จึงทำให้รสนิยมการใช้น้ำหอมของคนยุคใหม่มีลักษณะที่แตกต่างไปจากเดิม ดังนั่นผู้ผลิตในยุคสมัยใหม่จึงได้มีการจัดประเภทของน้ำหอมโดยแบ่งตามประเภทความนิยมได้ดังนี้


1 Bright Flora – กลิ่นหอมโดดเด่นของดอกไม้
กลิ่นในกลุ่ม Bright Floraเป็นน้ำหอมที่เป็นกลิ่นของดอกไม้ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นกลิ่นน้ำหอมของดอกไม้แบบชนิดเดียว (Single Floral) ตัวอย่างของน้ำหอมชนิดนี้ได้แก่Sa Majesta La Rose ของ Serge Lutens ซึ่งมีกลิ่นหลักเป็นกลิ่นของกุหลาบผสมผสานกับกลิ่นเสริมของน้ำมันไม้หอมจาก Guaiac Wood, น้ำมันจากดอกที่ยังตูมอยู่ของต้น Clove, white honey ซึ่งป็นน้ำผึ้งที่ได้จากดอกของต้น Kiawe ซึ่งมีแหล่งการผลิตหลักอยู่ในฮาวายเป็นหลัก

ส่วนน้ำหอมสาย Flora อีกแบบนั่นจะมีลักษณะกลิ่นที่ได้จากการผสมกลิ่นของดอกไม้หลายชนิด (Floral Bouquet) ตัวอย่างเช่น Estee Lauder Beautiful ซึ่งประกอบด้วยกลิ่น Top Note จากดอก Michelia, Ginger Lily และมี Middle Note เป็นกลิ่นหอมแบบหวานอ่อนของดอก Linden และดอก Mimosa โดยเสริมด้วย Base Note ที่ได้จากไม้หอม Padouk Wood, Box Wood

โดยน้ำหอมสาย Flora ในปัจจุบันนั้นจะมีลักษณะกลิ่นที่แตกต่างไปจากสมัยแรกคือไม่ได้เน้นความหอมที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ของกลิ่นดอกไม้มากเท่าเดิมแต่มักนิยมเสริมกลิ่นของผลไม้อย่างอ่อนลงไปด้วยเพื่อช่วยเสริมความรู้สึกสดชื่นและยังช่วยในการควบคุมกลิ่นหลักซึ่งมักเป็นกลิ่นของดอกไม้ที่มีความเข้มข้นค่อนข้างมากให้สามารถคงสภาพกลิ่นไว้ได้นานอีกด้วย

ในส่วนของ Base Note นั้นก็ยังคงไม่มีการเปลี่ยนแปลงมากคือมักใช้กลิ่นอ่อนของพืชจำพวกไม้หอมซึ่งได้จากการสกัดกลิ่นหรือน้ำมันที่ได้จากใบไม้หรือเปลือกไม้เป็นหลัก ซึ่งหากผู้ผลิตอย่างจะเสริมความเป็นแปลกหรือเพิ่มความรู้สึกหรูหราเป็นพิเศษให้กับน้ำหอมของตนก็อาจนำสารจำพวก Covet มาใช้เป็น Base Note เป็นครั้งคราว

2. Green – กลิ่นอ่อนแบบธรรมชาติ
กลิ่นน้ำหอมสาย Green นั้นก็คือน้ำหอมที่เน้นกลิ่นของธรรมชาติเป็นหลักซึ่งเป็นกลิ่นที่สกัดได้จากส่วนต่างๆของต้นไม้เช่นใบไม้ หรือเนื้อไม้ และกลิ่นของผักหรือสมุนไพรกลิ่นอ่อนด้วยเช่นกัน กลิ่นของหัวน้ำหอมในสาย Green นี้จะมีกลิ่นหอมแบบสาย Chypre เป็นกลิ่นหลักมีลักษณะกลิ่นที่เน้นความหอมสะอาดเป็นธรรมชาติ มีกลิ่นของใบไม้และกลิ่นที่ได้จากเนื้อไม้หอมหรือ พืชผักสมุนไพรเป็นตัวเสริม

ตัวอย่างของน้ำหอมสาย Green นี้ก็อย่างเช่น Sisley Eau de Campagne ซึ่งผู้สร้างน้ำหอมตัวนี้ต้องการนำเสนอน้ำหอมที่มีกลิ่นของความสดชื่นแบบธรรมชาติ โดยมีกลิ่นหลักที่ได้จากยางของต้น Galbanum ,ใบโหระพา และใบมะเขือเทศ ส่วนของกลิ่นเสริมเป็นกลิ่นออกเปรี้ยวสะอาดสดชื่นจากกลิ่น Citrus

3. Aquatic, Oceanic, Ozonic – กลิ่นทันสมัย
น้ำหอมสายนี้เป็นน้ำหอมที่สร้างโดยกระบวนการสังเคราะห์สารทางเคมีจำพวกCalone หรือเรียกว่าเป็นหัวน้ำหอมสาย Aldehydic นั่นเอง ซึ่งน้ำหอมสายนี้เป็นน้ำหอมที่มีกลิ่นแบบทันสมัยค่อนข้างได้รับความนิยมเป็นอย่างมากจึงทำให้มีผู้ผลิตน้ำหอมจากหลายค่ายให้ความสนใจที่จะลงทุนผลิตน้ำหอมประเภทนี้ออกมาตามท้องตลาดกันอยู่มากพอสมควร

โดยน้ำหอมสายนี้ส่วนมากมักจะทำเป็นน้ำหอมของผู้ชายมากกว่าผู้หญิง เนื่องจากน้ำหอมสายนี้ใช้กระบวนการผลิตทางเคมีจึงสามารถสร้างกลิ่นที่หลากหลายได้มากมาย อีกทั้งยังสามารถสังเคราะห์กลิ่นเลียนแบบที่ใช้ทดแทนกลิ่นจากน้ำหอมสายอื่นได้อีกด้วยจึงทำให้น้ำหอมในสายนี้ไม่คำอธิบายลักษณะของกลิ่นที่แน่นนอนตามตัวมากนัก

ส่วนมากมักอธิบายกว้างๆว่าเป็นการผสมกันของกลิ่นอะไรก็ได้ที่ให้ความรู้สึกสดชื่นของน้ำหรือสร้างภาพจินตนาการของภาพทะเลมหาสมุทรเป็นหลัก ตัวอย่างของน้ำหอมสายนี้เช่น Davidoff Cool Water, Calvin Klein Escape

4.Citrus – กลิ่นร่าเริงจากผลไม้หรือสมุนไพรรสเปรี้ยว
น้ำหอมสายนี้เป็นน้ำหอมที่เน้นให้ความรู้สึกสดชื่นร่าเริง โดยกลิ่นหลักของน้ำหอมสายนี้ก็มักได้จาก มะกรูด มะนาว และผลไม้รสเปรี้ยวต่างๆเช่น ส้ม และผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ เป็นต้ ข้อดีของน้ำหอมสายนี้คือมีลักษณะกลิ่นที่มีความแน่นนอนคงที่แตกต่างจากกลิ่นน้ำหอมสายอื่นที่มักจะเปลื่ยนแปลงหรือมีกลิ่นที่ผิดเพี้ยนไปได้ง่ายเมื่อเจอกับกลิ่นในสภาพแวดล้อมรอบตัวหรือแม้แต่การผิดเพี้ยนของกลิ่นที่เกิดจากกลิ่นตัวตามธรรมชาติของผู้ใส่

น้ำหอมสาย Citrus แม้จะไม่มีกลิ่นที่หอมโดดเด่นแต่ก็เป็นน้ำหอมสามารถใส่ได้ในชีวิตประจำวันทั่วไปหรือแม้แต่ในช่วงหน้าร้อนซึ่งคนจะมีเหงื่อออกมากกว่าปรกติ อีกทั้งที่อุณหภูมิสูงจะทำให้การระเหยของน้ำหอมเกิดขึ้นเร็วและไม่สม่ำเสมอต่างกันตามแต่ละบริเวณของร่างกายจึงไม่เหมาะกับการใส่น้ำหอมกลิ่นแรง

ตัวอย่างของน้ำหอมสาย Citrus นี้เช่น Hermes’s Eau D'orange VerteโดยTop Note ของน้ำหอมตัวนี้ก็คือ มะกรูด, มะนาว, ผลส้ม เสริมกลิ่นหอมMiddle Noteด้วย มินท์, patchouli, และ ใบส้มแมนดาริน และ Base Noteเป็นกลิ่นมอสและไม้สน

5. Fruity – กลิ่นผลไม้สดใสน่ารัก
ในช่วงสมัยแรกๆกลิ่นแบบผลไม้ยังไม่เป็นที่นิยมมากนักโดยส่วนมากอาจใช้เป็นกลิ่นเสริมมากกว่า อีกทั้งในการทำน้ำหอมนั้นยังไม่มีกระบวนผลิตที่ทันสมัยจึงทำให้การสกัดกลิ่นจากผลไม้จึงยังไม่สามารถทำได้ดีนัก แต่ต่อมาเมื่อกระบวนการสกัดกลิ่นมึความทันสมัยขึ้นจึงทำให้น้ำหอมที่สกัดจากผลไม้มีคุณภาพที่ขึ้นและได้รับความนิยมขึ้นมากเป็นลำดับ

กลิ่นของน้ำหอมสาย Fruity ก็คือกลิ่นที่มาจากผลไม้เช่น แอปเปิ้ล, มะม่วง,Passion fruit เป็นต้น ตัวอย่างของน้ำหอมสาย Fruity นี้ก็อย่างเช่นGinestet Botrytis ซึ่งมีส่วนกลิ่นผสมของ น้ำผึ้ง, ผลไม้แห้งชนิดต่างๆ, ผล Quince, ดอก White flower และยางไม้หอม

6.Gourmand – กลิ่นน่ากินเหมือนอาหารหรือขนมหวาน
ในการแบ่งประเภทของน้ำหอมในแบบเก่าน้ำหอมสาย Gourmand นั้นยังถูกรวมอยู่ในสาย Oriental ซึ่งเป็นสายของน้ำหอมที่ได้จากการสกัดกลิ่นเครื่องเทศต่างๆ รวมไปถึงกลิ่นของขนมหวานต่างๆเช่น วนิลา, ช็อคโกแลค หรือกาแฟ อีกด้วย

แต่ต่อกลิ่นแบบเผ็ดร้อนซึ่งเป็นกลิ่นหลักเดิมของน้ำหอมสาย Oriental ไม่ค่อยได้รับความนิยมและค่อยๆหายไปเหลือในผู้ใช้บางกลุ่ม ขณะที่กลิ่นที่ออกหวานแบบกลิ่นขนมนั้นกลับได้รับความนิยมมากขึ้นจึงได้มีการจัดให้สาย Gourmand ซึ่งเดิมเป็นส่วนย่อยในสาย Oriental นั้นให้ขึ้นมาเป็นสายหลักแทน

น้ำหอมกลิ่นสาย Gourmand ก็มีตัวอย่างเช่น BOBO Dinner โดยเป็นน้ำหอมที่ผสมผสานระหว่างกลิ่นเครื่องเทศแบบสาย Oriental เข้ากับกลิ่นหวานของสายGourmand กลิ่นหลักประกอบด้วย กลิ่นของเครื่องเทศอย่างยีหร่า ตัดกับกลิ่นหวานของวนิลาและกลิ่นผลไม้แห้ง เสริมด้วย อบเชย, กระวาน, ขิง
ในอนาคตอาจจะมีกลิ่นแบบใหม่ๆเพิ่มเข้ามาและได้รับความนิยมมากขึ้น จนอาจจะทำให้ต้องมีการจัดแบ่งหมวดหมู่กลุ่มน้ำหอมใหม่อีกก็เป็นได้ อุตสาหกรรมน้ำหอมทุกวันนี้ก้าววหน้าอย่างรวดเร็ว มีการบริโภคกลิ่นกันมากขึ้นความต้องการความแปลกใหม่ก็มากขึ้น ทำให้องค์ความรู้การจัดหมวดหมู่ก็มากจึ้นตามไปด้วย ในอนาคตเราอาจจะได้เห็นหใวดหมู่ของกลิ่นมากกว่า 20 แบบก็เป็นได้

ขอขอบคุณบทความดีๆจาก
http://www.ohperfume.com